finding you 14
ท่ามกลางแสงสีที่สาดส่องลงมาในสถานที่ที่ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งรวมตัวของเหล่าบรรดาวัยรุ่นทั้งหลาย แล้วยังเสียงเพลงฮิปฮอปที่ดั่งกระหึ่มกระแทกเข้าไปถึงจังหวะการเต้นของหัวใจนั้นอีก มันช่างเข้าจังหวะกับการยักย้ายส่ายสะโพกของหนุ่มๆ สาวๆ เป็นอย่างมากเลยทีเดียว
ควันบุหรี่ที่ถูกพ่นออกมาจากชายหนุ่มตัวเล็กที่ไม่ได้รู้สึกสนุกเหมือนกับคนอื่นๆ ในที่นี้ซักเท่าไหร่นัก เค้านั่งอยู่ที่โต๊ะด้านซ้ายริมสุดดูเป็นส่วนตัว ไม่มีใครมาเดินให้เพ่นพ่านรำคาญลูกกะตา แต่ถึงอย่างนั้น โต๊ะนี้ก็ยังสามารถมองเห็นโต๊ะอีกโต๊ะหนึ่งทางด้านตรงข้ามได้อย่างชัดเจน
สาวคุ้นตาที่เค้าไม่ได้เจอและไม่ได้คุยมาซักพักแล้วนั้นกำลังดื่มและเต้นอยู่กับเพื่อนๆ ของเธออย่างสนุกสนาน ดูเธอไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไรเลยซักนิด... ใช่ซินะ ก็เธอมันเป็นพวกใจง่ายนี่นา ไม่อย่างงั้นอยู่ๆ จะมาขอเดทกับผู้ชายดื้อๆ อย่างนั้นได้ยังไงกัน ผู้หญิงดีๆ ที่ไหนเค้าทำกันบ้างหล่ะ
หึ...มองไปคิดไปในใจสร้างความหงุดหงิดให้กับอารมณ์ของตัวเองอยู่ได้ บุหรี่ที่คีบอยู่ก็ถูกยกขึ้นสุดเข้าปอดถี่ๆ อย่างไม่ห่วงสุขภาพตัวเอง แถมตอนนี้ดีกรีความหงุดหงิดยิ่งเพิ่มขึ้นสูงปรี๊ดมากไปอีกเมื่อถาพตรงหน้าที่เห็นนั้นมันไม่สบอารมณ์ลูกกะตาของเค้าหน่ะซิ ผู้ชายหน้าตี๋ตัวสูงเดินเข้าไปหาสาวน้อยคนนั้น พยายามชวนเธอชนแก้วและเต้นกับเธอ หน้าตาพอใช้ได้แบบนี้เดี๋ยวเธอก็คงยอมนั่นแหล่ะ
โว้ย ยิ่งคิดยิ่งหงุดหงิดเว้ย...บุหรี่ที่โดนดูดไปจนเกือบจะหมดมวนนั้นถูกขยี้ลงบนที่เขี่ยบุหรี่คริสตัลใสทรงกลมบนโต๊ะอย่างแรงๆ จนบู้บี้ไปหมด ก่อนจะหยิบเอามวนใหม่ในซองขึ้นมาจุดสูบต่อทันที แต่ว่า....สิ่งที่เห็นกับสิ่งที่คิดมันดันไม่เหมือนกันหน่ะซิ...
สาวน้อยคนดังกล่าวที่เค้าคุ้นเคย เธอกำลังกระแทกแก้วลงบนโต๊ะอย่างแรงก่อนจะหันหน้าไปหาชายหนุ่มหน้าตี๋คนนั้น เธอยืนเอามือซ้ายท้าวเอวไว้ข้างนึง ส่วนมือข้างขวาก็ถูกยกขึ้นมาชี้ไปที่หน้าของชายหนุ่มคนดังกล่าว ถึงแม้จะไม่ได้ยินว่าเธอพูดอะไรกับเค้า แต่ท่าทางและกริยาประกอบกับที่เพื่อนๆ ของเธอพยายามดึงตัวเธอเอาไว้นั้น เดาเอาว่าเธอนั้นไม่น่าจะยอมอย่างที่เค้าคิด และในที่สุดไอ้หนุ่มหน้าตี๋ก็ต้องเดินคอตกกลับไป ให้มันได้อย่างนี้ซิมูนนี สมแล้วที่เป็นผู้หญิงของชั้....
ความคิดหยุดชะงักลง รู้สึกผิดขึ้นมาทันทีเมื่อนึกถึงคำพูดของเธอที่เคยพูดไว้กับเค้า “ชั้นเคยบอกนายแล้วใช่ไม๊ว่านายอยากจะทำอะไรกับชั้นก็เชิญทำได้ตามสบาย รู้เอาไว้ด้วยนะว่าชั้นไม่เคยยอมให้ใครหน้าไหนมันมาทำกับชั้นแบบนี้ ไอ้คนบ้า ไอ้คนเห็นแก่ตัว.....” นั่นซิ เค้ามันบ้า เค้ามันเห็นแก่ตัวที่สุด ที่คิดแย่ๆ กับเธอแบบนั้น
แต่ก่อนที่เค้าจะมัวคิดต่อว่าตัวเองอยู่ในใจอย่างไม่มีความหมายนั้น ชายหนุ่มร่างสูงที่คุ้นตาก็เดินเข้ามาในร้านพอดีด้วยการแต่งตัวที่มิดชิด ใส่หมวกใส่แว่นปิดหน้าปิดตาจนเกือบมองไม่เห็น แต่แค่ดูเพียงแว๊บแรกเท่านั้นก็รู้แล้วว่าใคร ก็คนมันอยู่ด้วยกันมาตั้งนาน แค่นี้ทำไมจะไม่รู้ ชายร่างสูงคนดังกล่าวเดินตรงไปยังโต๊ะเป้าหมาย ก็ใช่ซิ พวกเค้านัดมาเจอกันนิ
แมร่งเอ๊ย!!! ทำบ้าอะไรกันวะ ควอนจียงยังคงนั่งมองดูท่าทางของชายหนุ่มหญิงสาวคุ้นตาทั้งคู่อย่างตั้งใจ ถาพที่เห็นก็คือท้อปฮยองเดินเข้าไปหามูนนี ดึงมือเธอมากุมเอาไว้ทันทีที่เธอหันมา ส่วนมูนนีเองก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาโต้ตอบอย่างที่ทำกับผู้ชายคนก่อนนั้น เธอยอมให้ท้อปฮยองจับมือโดยที่ไม่ว่าอะไรเลย
ไหนว่ายอมชั้นแค่คนเดียวไง เชอะ !!! แล้วซักพักนึงหลังจากที่คุยอะไรกันก็ไม่รู้ ทั้งคู่ก็พากันเดินหายออกไปทางด้านหลังของร้านสองต่อสอง...
ควอนจียงนั่งรอดูว่าเมื่อไหร่ทั้งคู่จะกลับเข้ามา ใจนึงก็อยากจะเดินตามออกไปดูให้เห็นกับตาว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่รอไปรอมาซักพักใหญ่ๆ ทั้งคู่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะกลับเข้ามาอีกเลย จนในที่สุด เค้าก็หมดความอดทนที่จะนั่งรออย่างไร้จุดหมายแล้ว
จียงลุกขึ้นอย่างหัวเสีย ก่อนจะหยิบแบ็งค์หมื่นวอนหลายใบในกระเป๋าสตางค์ออกมาวางกระแทกไว้บนโต๊ะ แล้วก็เดินออกจากผับไปด้วยอารมณ์ที่เดือดสุดๆ ไปเลย
.
.
.
.
“มุน...คุณหายไปไหน ทำไมไม่รับโทรศัพท์ผมเลย” ชายหนุ่มที่เดินตามหลังสาวเจ้าออกมาข้างนอก ยิงคำถามใส่ทันที
“..............”
“มุน...มีอะไรพูดกับผมซิฮะ อย่าเงียบแบบนี้”
“.............” หญิงสาวยังคงไม่พูดอะไรตอบ ได้แต่ยืนหันหลังให้เค้าอย่างนั้น
“มุ...”
“ชั้นไม่ใช่มูนนา!!!” เธอหันหน้ากลับมาตะโกนใส่คนตัวโตที่ยืนทำหน้าเบี้ยวๆ บูดๆ อยู่
“มูนนา...” งง...ใครวะมูนนา แล้วทำไมคืนนี้มุนดูแปลกๆ ไปเนี่ย เหมือนไม่ใช่เธอเลย
“คือชั้นหมายถึงมุนหน่ะ ชั้นไม่ใช่มุนของนาย” มูนนีพูดช้าๆ ชัดๆ อีกครั้ง
“หมายความว่าไงว่าคุณไม่ใช่มุน ไม่เอาน่า...คุณงอนอะไรผมก็บอกซิฮะ อย่าทำแบบนี้เลย ผมขอร้องหล่ะ” ชเวคนซื่อ(บื้อ) ยังคงไม่เก็ท เค้ายื่นมือไปจับข้อมือเล็กตรงหน้าหวังจะออดอ้อนขอให้เธอหายโกรธ
และตามที่คิด สาวเจ้าสะบัดมือเค้าออกแทบจะทันทีก่อนที่จะยกมือง้างสูงขึ้น...แล้วก็.... เพี๊ยยย!!!!
....ชาซิครับ...ชา ตอนนี้ชเวบอกได้คำเดียวว่าชา ไม่ดิ ไม่ใช่คำเดียว มันต้องสองคำต่างหาก ชาและงง
“ตบเมื่อกี๊สำหรับที่นายทำให้มูนนาต้องร้องไห้” มูนนีตะโกนไล่หลังต่อจากที่ตบคนตัวใหญ่ไป 1 ฉาดแรงๆ เต็มๆ
“เดี๋ยวนะเดี๋ยว ขอเวลาผมแป๊บนึง คือนี่มันอะไรกัน ใครคือมูนนา? แล้วทำไมคุณถึงเปลี่ยนไปแบบนี้หล่ะมุน ผมงงไปหมดแล้วนะ” ตอนนี้เค้างงและงงจริงๆ จะว่าโง่ก็โง่เหอะ ก็มันงงนี่หว่า
“ชั้นบอกว่าชั้นไม่ใช่มุนไง เรื่องง่ายๆ แค่นี้มันเข้าใจยากนักเหรอ หรือว่านายไม่เข้าใจภาษาคน เห๊อะ? ฟังให้ดีๆ นะ ชั้นจะพูดครั้งเดียวเท่านั้น ชั้นชื่ออึมมูนนี เป็นน้องสาวฝาแฝดของอึมมูนนา หรือที่นายเรียกว่ามุนนั่นแหล่ะ ทีนี้เข้าใจรึยัง?” ไม่คิดเลยว่าแร๊ปเปอร์แห่งวงบิ๊กแบงมันจะซื่อบื้อได้ขนาดนี้
“ฝาแฝดเหรอ” คนโดนตบพูดออกมาอย่างเอ๋อๆ ก่อนจะค่อยๆ ลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่วันแรกโน้นที่ผับนี้ แล้วก็อีกครั้งที่นัดเจอกันครั้งแรกที่ร้านกาแฟป้าออม ถึงจะยังไม่ค่อยเข้าใจอะไรเท่าไหร่ แต่ก็พอจะรู้แล้วว่าผู้หญิงตรงหน้าไม่ใช่มุนของเค้า แต่เป็นฝาแฝดของเธอต่างหาก แต่ไอ้ที่ยังไม่เข้าใจเนี่ยก็คือ...
“แล้วคุณมาตบหน้าผมทำไม คุณบอกว่าผมทำให้มุนร้องไห้ คุณหมายความว่ายังไง” ตรูงงจริงๆ นะเฟร้ย อยู่ดีๆ ก็ถูกเรียกออกมาโดนตบซะงั้น
“ก็นายกลับไปคืนดีกับแฟนเก่านาย แล้วทำไมไม่บอกพี่ชั้นตรงๆ หล่ะ” มูนนีเริ่มพูดเสียงอ่อนลง ใช้อารมณ์ไปเยอะแล้ว ทีนี้คงต้องพูดกันด้วยเหตุด้วยผลบ้าง
“ดีกับแฟนเก่า? ผมเนี่ยนะกลับไปดีกับแฟนเก่า?” งงครับท่านผู้อ่าน ก็อย่างที่อ่านมา ผมไม่ได้กลับไปคืนดีกับเธอซะหน่อย คนอย่างชเว ตัดแล้วตัดเลยเว้ย!
“ก็วันนั้น.............” เรื่องราวที่เกิดขึ้นถูกถ่ายทอดให้คนตัวโตสมองจิ๋วฟังอย่างละเอียด
“โถ่เอ๊ยยยย...ว่าแล้วไงว่าทำไมมุนถึงหายไป ที่แท้ก็เข้าใจผิดนี่เอง” ซึงฮยอนถอนหายใจดังเฮือก ทีแท้มุนของเค้าก็เข้าใจผิดนี่เอง คิดแล้วก็โมโหตัวเองที่ทำให้คนที่ตัวเองรักต้องเสียใจทั้งๆ ที่เป็นเรื่องเข้าใจผิดแท้ๆ
“ผมไม่ได้กลับไปดีกับเค้า เข้าใจไม๊? ฟังนะ...วันนั้นมินอา...คือผมหมายถึงแฟนเก่าผมหน่ะ เค้ามาหาผมที่คอนโด มาเองโดยที่ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเค้าจะมา เค้ามาขอคืนดีกับผม แต่ผมปฏิเสธเพราะผมบอกเค้าไปว่าผมมีคนที่ผมรักใหม่แล้ว แล้วเค้าก็ร้องไห้แล้วก็เข้ามากอดผมเอง ส่วนผม...ก็แค่ปลอบ ก็เท่านั้น..จริงๆ นะ ผมสาบานได้ ผมไม่มีทางกลับไปหาเค้าแน่ๆ แล้วหลังจากนั้นผมก็ติดต่อมุนแต่ผมก็ติดต่อเธอไม่ได้อีกเลย ฟังผมนะ ผมไม่ได้รักเค้าแล้ว ผมรักมุน ผมรักมุนคนเดียว ทีนี้คุณเข้าใจผมรึยัง” ประโยคอธิบายยาวๆ ที่พ่นออกมารวดเดียวจบจากชเวซึงฮยอน
“ชั้นเข้าใจแล้ว ซึงฮยอน” เสียงเล็กๆ ที่คุ้นหูถูกเปล่งออกมาจากมุมข้างๆ กำแพงด้านหลัง
“มุน...” สายตาจับจ้องไปยังเจ้าของเสียงที่เดินออกมาอย่างไม่กระพริบ แล้วหัวใจกับความคิดถึงมันก็ห้ามเค้าไม่ได้อีกแล้ว คนตัวใหญ่โผเข้าหาสาวน้อย ดึงเธอมากอดเอาไว้อย่างแนบแน่นโดยไม่สนใจอะไรรอบๆ ตัวอีกแล้ว เค้าคิดถึงเธอ คิดถึงมากๆ จริงๆ
“อย่าหายจากผมไปแบบนี้อีกนะ ผมขอร้อง” เค้าพูดไปโดยที่ก็ยังกอดเธอเอาไว้อยู่อย่างนั้นไม่ยอมปล่อย มือเล็กทั้งสองข้างก็ยกขึ้นโอบไปที่หลังกว้างของชายหนุ่มด้วยความคิดถึงเช่นกัน
“อะฮึ่มมม” เสียงแกล้งไอของสาวอีกคนดังขึ้น บ่งบอกให้คนทั้งคู่รู้ว่ายังมีกรูอยู่ตรงนี้ด้วยอีกคน เข้าใจกันแล้วก็หันมาหากรูนิดนึง เดี๋ยวค่อยกอดกันใหม่ก็ได้...
ซึงฮยอนจำใจปล่อยมุนของเค้าออกจากอ้อมกอดตามเสียงกระแอมกระไอนั้น เพราะกลัวว่าถ้าทำอะไรขัดใจเธอเข้า เดี๋ยวจะโดนอีกฉาดไม่รู้ตัว
“ตกลงมูนนากับท้อปก็เข้าใจกันแล้วนะ ดีแล้วหล่ะ ถ้ายังงั้นเดี๋ยวมูนนีเข้าไปข้างในก่อนละกัน วันนี้กะจะเมาให้เต็มที่เลย ไปนะ อ้อ..ส่วนนาย ท้อป!! ถ้าขืนนายทำให้มูนนาต้องร้องไห้เพราะนายอีกหล่ะก็ นายคงรู้นะว่านายจะโดนยังไง” น้ำเสียงที่ดูเหมือนว่าร่าเริงนั้น ความจริงแล้วมันไม่ใช่เลยซักนิด เธอดีใจที่ในที่สุดพี่สาวกับคนก็รักเข้าใจกันได้ดี แต่หัวใจที่บอบช้ำของเธอนี่ซิจะทำยังไง เธอไม่รู้จริงๆ ว่าจะทำยังไงกับมันดี...
“เดี๋ยว มูนนี” เสียงแฝดพี่เรียกไว้พร้อมกับเอื้อมมือไปจับข้อมือของแฝดน้องอย่างอ่อนโยน “ขอบคุณมากนะที่โทรเรียกพี่ออกมาวันนี้ ขอบคุณจริงๆ”
ความจริงแล้วมูนนารับรู้ได้ถึงความรู้สึกของมูนนีว่าเธอกำลังสับสนกับเรื่องของจียงอยู่แน่ๆ แต่เธอเองก็มีแผนเอาไว้ในใจอยู่แล้วเหมือนกันหล่ะน่า คอยดูนะจียง นายโดนแน่ที่ทำให้น้องชั้นต้องเศร้าแบบนี้ นายเอเลี่ยน!!!
เมื่อแฝดผู้น้องเดินลับหายกลับเข้าไปในผับแล้ว เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นระหว่างเธอ มูนนี และจียงก็ถูกถ่ายถอดให้พ่อยอดชายตัวโตฟังอย่างละเอียด ซึ่งในตอนแรกเค้าก็ยังงงๆ อยู่นิดหน่อย แต่สุดท้ายก็เข้าใจจนได้ เฮ้อ...=.=’’
“งั้นเรามาช่วยทำให้ไอ้จียงมันรู้ใจตัวเองกันเถอะ” เค้าพูดกับสาวน้อยตรงหน้าอย่างตื่นเต้น ตาเป็นประกายเหมือนหมาป่าเจ้าเล่ห์ ทั้งๆ ที่ก็ยังไม่รู้เลยว่าจะต้องทำยังไง
“ถ้าอย่างนั้น ก็คงต้องให้พวกน้องๆ ของคุณที่เหลือมาช่วยกันแล้วหล่ะ” มูนนาตอบรับอย่างตื่นเต้นเช่นกัน
“โอเคฮะ ได้เลย เดี๋ยวคืนนี้ผมจะกลับไปเล่าให้พวกนั้นฟังเอง แต่ว่า...ตอนนี้...คือผมว่าเราควรจะพูดเรื่องของเรามากกว่านะ...”
พูดจบ มือใหญ่ทั้งสองข้างก็ถูกยกขึ้น จับเอาใบหน้าใสๆ ของสาวน้อยเข้ามา ก่อนที่เค้าจะโน้มศรีษะลงไป และสัมผัสริมฝีปากตรงหน้าอย่างดูดดื่มให้สมกับความคิดถึง...
.
.
.
.
....................................
มักเน่ สเปเชี่ยล
หงุดหงิด ไม่ชอบเลย ทำไมต้องเป็นคนสุดท้ายทุกทีด้วยเนี่ย อยากใส่แบบพวกฮยองบ้างหนิ ใส่แบบนี้แล้วไม่เห็นจะเท่ตรงไหนเลย เบื่อๆๆ เบื่อที่สุด ทำไมต้องมาเป็นน้องเล็กสุดของวงด้วยเนี่ย ไม่ยุติธรรม!!!!!!
เด็กหนุ่มที่ยังเรียกไม่ได้ว่าโตเต็มที่นั้นแยกตัวออกมาจากกลุ่มพี่ๆ ร่วมวงอีก 4 คน เค้าออกมานั่งหน้าบูดบึ้งอยู่คนเดียวตรงมุมซ้ายสุดของห้องซ้อม ก็เมื่อกี๊นี้พี่สไตลิสต์เอาแบบเสื้อผ้าที่จะต้องใส่สำหรับอัลบัมชุด 2 มาให้ทั้งวงนั้นเลือกดูกัน ทุกๆ คนก็ต่างพากันตื่นเต้นน่าดู โดยเฉพาะตัวเค้าเอง เค้าแอบคิดในใจว่า อัลบัมนี้มีเพลงโซโล่ของตัวเองแล้ว ยังไงเสื้อผ้าก็ขอให้เค้าได้มีโอกาสเป็นคนเลือกก่อนพี่ๆ ซักครั้งบ้างเถอะ....
“เฮ้ยซึงริ นายไม่ต้องมาดูหรอก นั่งรอไปเหอะ ชุดไหนเหลือ ชุดนั้นก็ของนายอ่ะ” หัวหน้าวงหันมาพูดใส่เจ้าตัวเล็กที่ทำท่าทางกระดี๊กระด๊าเข้าไปตื่นเต้นกับเสื้อผ้าเซทใหม่อยู่
“โห ฮยองอ่ะ คราวนี้ขอผมเลือกก่อนบ้างซิ” ซึงริตอบกลับไปหน้าบูด อีกแล้วเหรอ เค้าต้องได้ของเหลือที่พี่ๆ ไม่อยากใส่อีกแล้วงั้นซิ
“ตามธรรมเนียม เรียงตามอาวุโส” จียงบอกประโยคซ้ำเดิมทุกครั้งที่ต้องมีการเลือกชุดเกิดขึ้น
“แล้วทีท้อปฮยองแก่ที่สุด ยังได้เลือกหลังพี่จียงเลย มันธรรมเนียมตรงไหน ตามอาวุโสยังไง สงสัยมานานแล้ว” มักเน่ฟึดฟัดพูดใส่หัวหน้าวงอย่างลืมตัว ทุกครั้งที่ผ่านมาเค้าจะเก็บอาการน้อยใจไว้ได้มาตลอด แต่วันนี้ อัลบัมนี้ เสื้อผ้าเซทนี้ มันดูเท่จริงๆ นี่นา เค้าอยากได้เลือกก่อนบ้างหนิ
“ก็ชั้นเป็นหัวหน้าวง ถือเป็นข้อยกเว้น แล้วท้อปเองก็ไม่ถือด้วย ใช่มะฮยอง” จียงหันไปพยักเพยิดใส่บุคคลที่สามที่ถูกพาดพิง
“เออ ชั้นไม่ถือ แต่ชั้นต้องได้เลือกต่อจากนายเท่านั้นนะ” ซึงฮยอนคนโตตอบหน้าตาย ถึงแม้เค้าจะเป็นพี่ใหญ่สุดของวงก็จริง แต่เค้าก็ให้หัวหน้าวงได้เลือกก่อน ซึ่งเค้าเองจะต้องเป็นคนที่สองเสมอ ห้ามใครแซงคิวด้วย ไม่งั้นชเวจะอาละวาด -.-”
“เข้าข้างกันเข้าไป ไม่เห็นจะมีใครสนใจผมบ้างเลย ผมเองก็อยากจะเท่ที่สุดบนเวทีเหมือนกันนะ” นั่นหล่ะประโยคสุดท้ายก่อนที่จะเดินหันหลังงอนตุ๊บป่องไปนั่งจุมปุ๊กอยู่คนเดียว
.
.
.
.
ร่างเล็กยังคงนั่งหน้าบูดหันเข้ากำแพง ไม่พูดไม่จากับใคร สมแล้วที่มันยังถูกเรียกว่าเด็ก ก็ดูอาการมันดิ ต่างกับเด็กขัดใจเวลาไม่ได้ของเล่นซะที่ไหน เงาตะคุ่มๆ ใกล้เข้ามาอย่างช้าๆ ทำเอาคนขี้งอนนั้นถึงกับสะดุ้งตกใจหันไปมอง ภาพที่เห็นตรงหน้านั้นทำให้เค้าเองถึงกับต้องยกมือขึ้นมาขยี้ตาอันแสนดำคล้ำของเค้าเพื่อเป็นการบอกตัวเองว่าสิ่งที่เห็นนั้นเค้าไม่ได้ตาฝาดไปเอง
หัวหน้าวงสุดจ๊าบที่ยืนค้ำตัวเจ้าน้องเล็กสุดอยู่นั้น ในมือทั้งสองข้างถือเสื้อผ้าอยู่ข้างละ 2 ชุด เค้ายื่นมันใส่ไปตรงหน้าเมื่อคนตัวเล็กนั้นลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางงงๆ
“อ่ะ เลือกเอาใน 4 ชุดนี้ อยากใส่ชุดไหน แล้วคิดว่าชุดไหนเหมาะกับนายที่สุด ก็เลือกไปละกัน” จียงพูดเสียงอ่อน ความจริงแล้วเค้าเองก็รู้สึกสงสารเจ้าตัวเล็กอยู่ไม่ใช่น้อย
“4 ชุดเหรอ...แล้วอีกชุดหล่ะ” ดู ดูมัน ได้คืบจะเอาศอก เดี๋ยวก็อดหมดกันพอดี
“อีกชุดหน่ะ ของชั้น ชั้นเป็นคนออกแบบเอง หรือนายจะเอา?” ถามกลับด้วยท่าทางกวนต รี น โคดๆ
“ไม่คับ ไม่เอาคับฮยอง ว่าแต่ว่า...ฮยองให้ผมเลือกก่อนพี่ๆ อีก 4 คนจริงๆ เหรอ” นัยน์ตาใสปิ๊งมีความสุขเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
“จะเลือกไม่เลือก ถ้ามัวแต่ถามมากอยู่อีก ชั้นจะเปลี่ยนใจแล้วนะ” จียงแอบขำไม่ได้ แต่ก็ต้องเก๊กเสียงเข้มเอาไว้ เอาเว้ย ยอมให้มันซักครั้งละกัน ที่ผ่านมาก็แกล้งมันเยอะอยู่ไม่ใช่น้อย
“เลือกๆๆๆๆ” ซึงริรีบตอบแบบไม่ต้องคิดก่อนจะยื่นมือมาหยิบชุดทั้งหมดไปจากจียง....
“ชุดไหนดีน๊า อืม...ชุดนี้ก็เท่ดีเหมือนกันเนอะ แต่ว่ามันดูไม่ใช่สไตล์เราเลย มันดูเหมาะกับเป็นชุดของท้อปฮยองคนเดียวเลยอ่ะ” เค้าหยิบชุดเสื้อแจ๊กเก้ทผ้าสักหลาดสีดำปกตั้งปลายแขนสีขาว มีกระดุมเม็ดโตเรียงติดอยู่ด้านหน้า พร้อมกับเสื้อยืดสีดำข้างในและกางเกงยีนส์สีดำเข้าชุดกันขึ้นมาดูเป็นชุดแรก
“ชุดนี้ก็ อืมมม...ธรรมดาเกินไป ดูเหมาะกับพี่แทยังมากกว่า เพราะพี่เค้าใส่ชุดไหนก็เท่อยู่ดี” ซึงริเอาชุดแจ๊กเก้ทหนังสีขาวล้วน กับเสื้อยืดขาวและกางเกงยีนสีดำออกมาวางข้างๆ
“ส่วนชุดนี้ คอเต่านี่มันพี่แดซองชัดๆ” แล้วชุดผ้ายืดสีขาวคอเต่ากับเสื้อสูทสีขาว กางเกงดำก็ถูกดึงออกมาวางข้างๆ ตัวเช่นเดียวกัน
ชุดสุดท้ายแล้วนะ ซึงริหยิบชุดสุดท้ายที่เหลืออยู่มาดู เสื้อสูทลายทางขาวดำ มีเสื้อเชิ้ตตัวในสีดำกับเนคไทสีขาวสะอาดตาพร้อมด้วยกางเกงยีนสีดำสนิท “ชุดนี้แหล่ะ ใช่เลย เท่มากๆ เข้ากับผมสุดๆ”
เค้าหยิบชุดสุดท้ายที่คิดว่าเท่ที่สุดวิ่งไปหาพี่ๆ อีก 4 คนที่นั่งรออยู่อีกทางด้านหนึ่งของห้องด้วยอาการขำๆ
“ถูกใจนายแล้วนะ” จียงพูดขึ้น
“ฮะ ถูกใจมาก ขอบคุณฮยองมากๆ เลยนะที่คราวนี้ให้ผมเลือกก่อน” ซึงริยิ้มออกมาจนแก้มแทบปริทีเดียว เค้ารู้สึกดีใจมากๆ ที่พี่ๆ ต่างก็นึกถึงความรู้สึกของเค้าเหมือนกัน
“ชอบก็ดีแล้ว” แทยังพูดยิ้มๆ ก่อนจะลุกเดินไปยังกองเสื้อผ้าที่เหลือที่มักเน่ไม่ได้เลือก และหยิบชุดทั้งหมดกลับมา เค้ายื่นส่งชุดที่เหลือให้กับท้อปและแดซอง
“อ้าว แล้วทำไมพี่แทยังถึงเลือกชุดให้พี่ท้อปกับพี่แดซองเองหล่ะ” ซึงริถามออกไปอย่างงงๆ
“คือว่าความจริงแล้ว ชุดทั้งหมดที่ตัดมา พี่สไตลิสต์เค้าก็ดูมาให้แล้วว่าใครเหมาะสมกับชุดไหน แต่เห็นว่านายอยากเลือกก่อนก็เลยให้นายลองเลือกดูก่อนเท่านั้น” แทยังตอบเรียบๆ
“หมายความว่า...”
“ก็หมายความว่าชุดที่นายเลือกก็คือชุดที่พี่เค้าตัดมาให้นายนั่นแหล่ะ ทีนี้ก็ไม่ต้องมาโวยวายอีกนะว่าได้ของเหลือ เพราะความจริงนายไม่ได้ได้ของเหลือ แต่ได้ชุดที่เหมาะสมกับนายตังหากเล่า ไอ้เด็กโง่” จียงหันไปตอบอย่างสะใจ เค้ารู้กันกับพี่สไตลิสต์และสมาชิกในวงอยู่แล้วว่าตั้งแต่อัลบัมนี้เป็นต้นไป เค้าจะให้พี่สไตลิสต์เลือกชุดให้พวกเค้าเลยว่าชุดไหนเหมาะกับใคร ไม่ใช่ว่าตัดมาแล้วต่างคนต่างมาเลือกกันเองตามที่มักเน่เข้าใจ
“แสดงว่า...พวกพี่แกล้งผม” เพิ่งเก็ทเหรอยะ
“ไม่ได้แกล้งซะหน่อย แค่หยอกเล่น” แดซองยิ้มตาหยีตอบกลับอย่างน่ารัก
“ฮยองอ่ะ” มักเน่ก้มหน้าต่ำลง เม้มปาก เหลือกตา ทำท่าทางงอนใส่พี่ๆ คิดว่าทำแล้วน่ารักมั้ง แต่ว่าไม่มีใครเห็นว่าน่ารักซักกะนิด ฮ่าๆๆๆ
“เอาหล่ะๆ ไปซ้อมไปลองชุดกันดีกว่า เผื่อไม่พอดีต้องแก้ไขอะไรจะได้รีบทำ” หัวหน้าวงบอกพร้อมกับเดินนำไปลองเสื้อผ้าทันที
.........................................
.
.
.
.
จากใจผู้แต่ง : จริงๆ แล้วไม่คิดว่าจะแต่งต่อได้เลยอ่ะ แต่ลองเอาทั้งเรื่องมาอ่านใหม่ตั้งแต่แรก ก็อยากแต่งต่อซะงั้น ก็เลยได้ออกมาอีก 1 ตอน (สั้นๆ)
เอาแบบสั้นๆ ไปก่อนนะ เพราะคราวนี้แถมมักเน่ สเปเชี่ยลด้วย
แอ...กลับมาหาน้องด่วน!!!!
:)