รวมเล่มฟิค Magic

posted on 24 Jun 2010 11:41 by ohmyboyz  in utopia

 

คาดว่าจะรวมเล่มฟิคเรื่องนี้

มีใครสนใจบ้างรึเปล่า

เล่มละไม่เกิน 350 บาท

ถ้าจำนวนคนที่ต้องการเยอะ ราคาก็จะลดลงอีก

ถ้าไม่ถึง 5 เล่ม ก็ขอพิจารณาดูอีกทีว่าจะรวมเล่มดีมั๊ย

-_-"

จะรวบรวมยอดคนที่ต้องการเป็นระยะเวลา 1 เดือน

นับจากวันนี้: 24 มิถุนายน 2553

ใครต้องการทิ้งอีเมล์ไว้นะคะ แล้วจะติดต่อกลับไปจ้า

 

ขอบคุณค่า

 finding you 14

 

 

 

 

 

 

ท่ามกลางแสงสีที่สาดส่องลงมาในสถานที่ที่ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งรวมตัวของเหล่าบรรดาวัยรุ่นทั้งหลาย แล้วยังเสียงเพลงฮิปฮอปที่ดั่งกระหึ่มกระแทกเข้าไปถึงจังหวะการเต้นของหัวใจนั้นอีก มันช่างเข้าจังหวะกับการยักย้ายส่ายสะโพกของหนุ่มๆ สาวๆ เป็นอย่างมากเลยทีเดียว  

 

ควันบุหรี่ที่ถูกพ่นออกมาจากชายหนุ่มตัวเล็กที่ไม่ได้รู้สึกสนุกเหมือนกับคนอื่นๆ ในที่นี้ซักเท่าไหร่นัก เค้านั่งอยู่ที่โต๊ะด้านซ้ายริมสุดดูเป็นส่วนตัว ไม่มีใครมาเดินให้เพ่นพ่านรำคาญลูกกะตา แต่ถึงอย่างนั้น โต๊ะนี้ก็ยังสามารถมองเห็นโต๊ะอีกโต๊ะหนึ่งทางด้านตรงข้ามได้อย่างชัดเจน 

 

สาวคุ้นตาที่เค้าไม่ได้เจอและไม่ได้คุยมาซักพักแล้วนั้นกำลังดื่มและเต้นอยู่กับเพื่อนๆ ของเธออย่างสนุกสนาน ดูเธอไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไรเลยซักนิด... ใช่ซินะ ก็เธอมันเป็นพวกใจง่ายนี่นา ไม่อย่างงั้นอยู่ๆ จะมาขอเดทกับผู้ชายดื้อๆ อย่างนั้นได้ยังไงกัน ผู้หญิงดีๆ ที่ไหนเค้าทำกันบ้างหล่ะ  

 

หึ...มองไปคิดไปในใจสร้างความหงุดหงิดให้กับอารมณ์ของตัวเองอยู่ได้ บุหรี่ที่คีบอยู่ก็ถูกยกขึ้นสุดเข้าปอดถี่ๆ อย่างไม่ห่วงสุขภาพตัวเอง แถมตอนนี้ดีกรีความหงุดหงิดยิ่งเพิ่มขึ้นสูงปรี๊ดมากไปอีกเมื่อถาพตรงหน้าที่เห็นนั้นมันไม่สบอารมณ์ลูกกะตาของเค้าหน่ะซิ ผู้ชายหน้าตี๋ตัวสูงเดินเข้าไปหาสาวน้อยคนนั้น พยายามชวนเธอชนแก้วและเต้นกับเธอ หน้าตาพอใช้ได้แบบนี้เดี๋ยวเธอก็คงยอมนั่นแหล่ะ  

 

โว้ย ยิ่งคิดยิ่งหงุดหงิดเว้ย...บุหรี่ที่โดนดูดไปจนเกือบจะหมดมวนนั้นถูกขยี้ลงบนที่เขี่ยบุหรี่คริสตัลใสทรงกลมบนโต๊ะอย่างแรงๆ จนบู้บี้ไปหมด ก่อนจะหยิบเอามวนใหม่ในซองขึ้นมาจุดสูบต่อทันที แต่ว่า....สิ่งที่เห็นกับสิ่งที่คิดมันดันไม่เหมือนกันหน่ะซิ... 

 

สาวน้อยคนดังกล่าวที่เค้าคุ้นเคย เธอกำลังกระแทกแก้วลงบนโต๊ะอย่างแรงก่อนจะหันหน้าไปหาชายหนุ่มหน้าตี๋คนนั้น เธอยืนเอามือซ้ายท้าวเอวไว้ข้างนึง ส่วนมือข้างขวาก็ถูกยกขึ้นมาชี้ไปที่หน้าของชายหนุ่มคนดังกล่าว ถึงแม้จะไม่ได้ยินว่าเธอพูดอะไรกับเค้า แต่ท่าทางและกริยาประกอบกับที่เพื่อนๆ ของเธอพยายามดึงตัวเธอเอาไว้นั้น เดาเอาว่าเธอนั้นไม่น่าจะยอมอย่างที่เค้าคิด และในที่สุดไอ้หนุ่มหน้าตี๋ก็ต้องเดินคอตกกลับไป ให้มันได้อย่างนี้ซิมูนนี สมแล้วที่เป็นผู้หญิงของชั้.... 

 

ความคิดหยุดชะงักลง รู้สึกผิดขึ้นมาทันทีเมื่อนึกถึงคำพูดของเธอที่เคยพูดไว้กับเค้า  “ชั้นเคยบอกนายแล้วใช่ไม๊ว่านายอยากจะทำอะไรกับชั้นก็เชิญทำได้ตามสบาย รู้เอาไว้ด้วยนะว่าชั้นไม่เคยยอมให้ใครหน้าไหนมันมาทำกับชั้นแบบนี้ ไอ้คนบ้า ไอ้คนเห็นแก่ตัว..... นั่นซิ เค้ามันบ้า เค้ามันเห็นแก่ตัวที่สุด ที่คิดแย่ๆ กับเธอแบบนั้น

 

แต่ก่อนที่เค้าจะมัวคิดต่อว่าตัวเองอยู่ในใจอย่างไม่มีความหมายนั้น ชายหนุ่มร่างสูงที่คุ้นตาก็เดินเข้ามาในร้านพอดีด้วยการแต่งตัวที่มิดชิด ใส่หมวกใส่แว่นปิดหน้าปิดตาจนเกือบมองไม่เห็น แต่แค่ดูเพียงแว๊บแรกเท่านั้นก็รู้แล้วว่าใคร ก็คนมันอยู่ด้วยกันมาตั้งนาน แค่นี้ทำไมจะไม่รู้ ชายร่างสูงคนดังกล่าวเดินตรงไปยังโต๊ะเป้าหมาย ก็ใช่ซิ พวกเค้านัดมาเจอกันนิ

 

แมร่งเอ๊ย!!! ทำบ้าอะไรกันวะ ควอนจียงยังคงนั่งมองดูท่าทางของชายหนุ่มหญิงสาวคุ้นตาทั้งคู่อย่างตั้งใจ ถาพที่เห็นก็คือท้อปฮยองเดินเข้าไปหามูนนี ดึงมือเธอมากุมเอาไว้ทันทีที่เธอหันมา ส่วนมูนนีเองก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาโต้ตอบอย่างที่ทำกับผู้ชายคนก่อนนั้น เธอยอมให้ท้อปฮยองจับมือโดยที่ไม่ว่าอะไรเลย  

 

ไหนว่ายอมชั้นแค่คนเดียวไง เชอะ !!! แล้วซักพักนึงหลังจากที่คุยอะไรกันก็ไม่รู้ ทั้งคู่ก็พากันเดินหายออกไปทางด้านหลังของร้านสองต่อสอง...  

 

ควอนจียงนั่งรอดูว่าเมื่อไหร่ทั้งคู่จะกลับเข้ามา ใจนึงก็อยากจะเดินตามออกไปดูให้เห็นกับตาว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่รอไปรอมาซักพักใหญ่ๆ ทั้งคู่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะกลับเข้ามาอีกเลย จนในที่สุด เค้าก็หมดความอดทนที่จะนั่งรออย่างไร้จุดหมายแล้ว

 

จียงลุกขึ้นอย่างหัวเสีย ก่อนจะหยิบแบ็งค์หมื่นวอนหลายใบในกระเป๋าสตางค์ออกมาวางกระแทกไว้บนโต๊ะ แล้วก็เดินออกจากผับไปด้วยอารมณ์ที่เดือดสุดๆ ไปเลย

.

.

.

.

  

 

“มุน...คุณหายไปไหน ทำไมไม่รับโทรศัพท์ผมเลย” ชายหนุ่มที่เดินตามหลังสาวเจ้าออกมาข้างนอก ยิงคำถามใส่ทันที 

 

“..............” 

 

“มุน...มีอะไรพูดกับผมซิฮะ อย่าเงียบแบบนี้”  

 

“.............” หญิงสาวยังคงไม่พูดอะไรตอบ ได้แต่ยืนหันหลังให้เค้าอย่างนั้น 

 

“มุ...” 

 

“ชั้นไม่ใช่มูนนา!!!” เธอหันหน้ากลับมาตะโกนใส่คนตัวโตที่ยืนทำหน้าเบี้ยวๆ บูดๆ อยู่ 

 

“มูนนา...” งง...ใครวะมูนนา แล้วทำไมคืนนี้มุนดูแปลกๆ ไปเนี่ย เหมือนไม่ใช่เธอเลย 

 

“คือชั้นหมายถึงมุนหน่ะ ชั้นไม่ใช่มุนของนาย” มูนนีพูดช้าๆ ชัดๆ อีกครั้ง 

 

“หมายความว่าไงว่าคุณไม่ใช่มุน ไม่เอาน่า...คุณงอนอะไรผมก็บอกซิฮะ อย่าทำแบบนี้เลย ผมขอร้องหล่ะ” ชเวคนซื่อ(บื้อ) ยังคงไม่เก็ท เค้ายื่นมือไปจับข้อมือเล็กตรงหน้าหวังจะออดอ้อนขอให้เธอหายโกรธ  

 

และตามที่คิด สาวเจ้าสะบัดมือเค้าออกแทบจะทันทีก่อนที่จะยกมือง้างสูงขึ้น...แล้วก็.... เพี๊ยยย!!!! 

 

....ชาซิครับ...ชา ตอนนี้ชเวบอกได้คำเดียวว่าชา ไม่ดิ ไม่ใช่คำเดียว มันต้องสองคำต่างหาก ชาและงง 

 

“ตบเมื่อกี๊สำหรับที่นายทำให้มูนนาต้องร้องไห้” มูนนีตะโกนไล่หลังต่อจากที่ตบคนตัวใหญ่ไป 1 ฉาดแรงๆ เต็มๆ 

 

“เดี๋ยวนะเดี๋ยว ขอเวลาผมแป๊บนึง คือนี่มันอะไรกัน ใครคือมูนนา? แล้วทำไมคุณถึงเปลี่ยนไปแบบนี้หล่ะมุน ผมงงไปหมดแล้วนะ” ตอนนี้เค้างงและงงจริงๆ จะว่าโง่ก็โง่เหอะ ก็มันงงนี่หว่า 

 

“ชั้นบอกว่าชั้นไม่ใช่มุนไง เรื่องง่ายๆ แค่นี้มันเข้าใจยากนักเหรอ หรือว่านายไม่เข้าใจภาษาคน เห๊อะ? ฟังให้ดีๆ นะ ชั้นจะพูดครั้งเดียวเท่านั้น ชั้นชื่ออึมมูนนี เป็นน้องสาวฝาแฝดของอึมมูนนา หรือที่นายเรียกว่ามุนนั่นแหล่ะ ทีนี้เข้าใจรึยัง?” ไม่คิดเลยว่าแร๊ปเปอร์แห่งวงบิ๊กแบงมันจะซื่อบื้อได้ขนาดนี้ 

 

“ฝาแฝดเหรอ” คนโดนตบพูดออกมาอย่างเอ๋อๆ ก่อนจะค่อยๆ ลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่วันแรกโน้นที่ผับนี้ แล้วก็อีกครั้งที่นัดเจอกันครั้งแรกที่ร้านกาแฟป้าออม ถึงจะยังไม่ค่อยเข้าใจอะไรเท่าไหร่ แต่ก็พอจะรู้แล้วว่าผู้หญิงตรงหน้าไม่ใช่มุนของเค้า แต่เป็นฝาแฝดของเธอต่างหาก แต่ไอ้ที่ยังไม่เข้าใจเนี่ยก็คือ... 

 

“แล้วคุณมาตบหน้าผมทำไม คุณบอกว่าผมทำให้มุนร้องไห้ คุณหมายความว่ายังไง” ตรูงงจริงๆ นะเฟร้ย อยู่ดีๆ ก็ถูกเรียกออกมาโดนตบซะงั้น 

 

“ก็นายกลับไปคืนดีกับแฟนเก่านาย แล้วทำไมไม่บอกพี่ชั้นตรงๆ หล่ะ” มูนนีเริ่มพูดเสียงอ่อนลง ใช้อารมณ์ไปเยอะแล้ว ทีนี้คงต้องพูดกันด้วยเหตุด้วยผลบ้าง 

 

“ดีกับแฟนเก่า? ผมเนี่ยนะกลับไปดีกับแฟนเก่า?” งงครับท่านผู้อ่าน ก็อย่างที่อ่านมา ผมไม่ได้กลับไปคืนดีกับเธอซะหน่อย คนอย่างชเว ตัดแล้วตัดเลยเว้ย! 

 

“ก็วันนั้น.............” เรื่องราวที่เกิดขึ้นถูกถ่ายทอดให้คนตัวโตสมองจิ๋วฟังอย่างละเอียด 

 

“โถ่เอ๊ยยยย...ว่าแล้วไงว่าทำไมมุนถึงหายไป ที่แท้ก็เข้าใจผิดนี่เอง” ซึงฮยอนถอนหายใจดังเฮือก ทีแท้มุนของเค้าก็เข้าใจผิดนี่เอง คิดแล้วก็โมโหตัวเองที่ทำให้คนที่ตัวเองรักต้องเสียใจทั้งๆ ที่เป็นเรื่องเข้าใจผิดแท้ๆ 

 

“ผมไม่ได้กลับไปดีกับเค้า เข้าใจไม๊? ฟังนะ...วันนั้นมินอา...คือผมหมายถึงแฟนเก่าผมหน่ะ เค้ามาหาผมที่คอนโด มาเองโดยที่ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเค้าจะมา เค้ามาขอคืนดีกับผม แต่ผมปฏิเสธเพราะผมบอกเค้าไปว่าผมมีคนที่ผมรักใหม่แล้ว แล้วเค้าก็ร้องไห้แล้วก็เข้ามากอดผมเอง ส่วนผม...ก็แค่ปลอบ ก็เท่านั้น..จริงๆ นะ ผมสาบานได้ ผมไม่มีทางกลับไปหาเค้าแน่ๆ แล้วหลังจากนั้นผมก็ติดต่อมุนแต่ผมก็ติดต่อเธอไม่ได้อีกเลย ฟังผมนะ ผมไม่ได้รักเค้าแล้ว ผมรักมุน ผมรักมุนคนเดียว ทีนี้คุณเข้าใจผมรึยัง” ประโยคอธิบายยาวๆ ที่พ่นออกมารวดเดียวจบจากชเวซึงฮยอน 

 

“ชั้นเข้าใจแล้ว ซึงฮยอน” เสียงเล็กๆ ที่คุ้นหูถูกเปล่งออกมาจากมุมข้างๆ กำแพงด้านหลัง  

 

“มุน...” สายตาจับจ้องไปยังเจ้าของเสียงที่เดินออกมาอย่างไม่กระพริบ แล้วหัวใจกับความคิดถึงมันก็ห้ามเค้าไม่ได้อีกแล้ว คนตัวใหญ่โผเข้าหาสาวน้อย ดึงเธอมากอดเอาไว้อย่างแนบแน่นโดยไม่สนใจอะไรรอบๆ ตัวอีกแล้ว เค้าคิดถึงเธอ คิดถึงมากๆ จริงๆ 

 

“อย่าหายจากผมไปแบบนี้อีกนะ ผมขอร้อง” เค้าพูดไปโดยที่ก็ยังกอดเธอเอาไว้อยู่อย่างนั้นไม่ยอมปล่อย มือเล็กทั้งสองข้างก็ยกขึ้นโอบไปที่หลังกว้างของชายหนุ่มด้วยความคิดถึงเช่นกัน 

 

“อะฮึ่มมม” เสียงแกล้งไอของสาวอีกคนดังขึ้น บ่งบอกให้คนทั้งคู่รู้ว่ายังมีกรูอยู่ตรงนี้ด้วยอีกคน เข้าใจกันแล้วก็หันมาหากรูนิดนึง เดี๋ยวค่อยกอดกันใหม่ก็ได้... 

 

ซึงฮยอนจำใจปล่อยมุนของเค้าออกจากอ้อมกอดตามเสียงกระแอมกระไอนั้น เพราะกลัวว่าถ้าทำอะไรขัดใจเธอเข้า เดี๋ยวจะโดนอีกฉาดไม่รู้ตัว 

 

“ตกลงมูนนากับท้อปก็เข้าใจกันแล้วนะ ดีแล้วหล่ะ ถ้ายังงั้นเดี๋ยวมูนนีเข้าไปข้างในก่อนละกัน วันนี้กะจะเมาให้เต็มที่เลย ไปนะ อ้อ..ส่วนนาย ท้อป!! ถ้าขืนนายทำให้มูนนาต้องร้องไห้เพราะนายอีกหล่ะก็ นายคงรู้นะว่านายจะโดนยังไง” น้ำเสียงที่ดูเหมือนว่าร่าเริงนั้น ความจริงแล้วมันไม่ใช่เลยซักนิด เธอดีใจที่ในที่สุดพี่สาวกับคนก็รักเข้าใจกันได้ดี แต่หัวใจที่บอบช้ำของเธอนี่ซิจะทำยังไง เธอไม่รู้จริงๆ ว่าจะทำยังไงกับมันดี...  

 

“เดี๋ยว มูนนี” เสียงแฝดพี่เรียกไว้พร้อมกับเอื้อมมือไปจับข้อมือของแฝดน้องอย่างอ่อนโยน “ขอบคุณมากนะที่โทรเรียกพี่ออกมาวันนี้ ขอบคุณจริงๆ”  

 

ความจริงแล้วมูนนารับรู้ได้ถึงความรู้สึกของมูนนีว่าเธอกำลังสับสนกับเรื่องของจียงอยู่แน่ๆ แต่เธอเองก็มีแผนเอาไว้ในใจอยู่แล้วเหมือนกันหล่ะน่า คอยดูนะจียง นายโดนแน่ที่ทำให้น้องชั้นต้องเศร้าแบบนี้ นายเอเลี่ยน!!! 

 

เมื่อแฝดผู้น้องเดินลับหายกลับเข้าไปในผับแล้ว เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นระหว่างเธอ มูนนี และจียงก็ถูกถ่ายถอดให้พ่อยอดชายตัวโตฟังอย่างละเอียด ซึ่งในตอนแรกเค้าก็ยังงงๆ อยู่นิดหน่อย แต่สุดท้ายก็เข้าใจจนได้ เฮ้อ...=.=’’ 

 

“งั้นเรามาช่วยทำให้ไอ้จียงมันรู้ใจตัวเองกันเถอะ” เค้าพูดกับสาวน้อยตรงหน้าอย่างตื่นเต้น ตาเป็นประกายเหมือนหมาป่าเจ้าเล่ห์ ทั้งๆ ที่ก็ยังไม่รู้เลยว่าจะต้องทำยังไง 

 

“ถ้าอย่างนั้น ก็คงต้องให้พวกน้องๆ ของคุณที่เหลือมาช่วยกันแล้วหล่ะ” มูนนาตอบรับอย่างตื่นเต้นเช่นกัน 

 

“โอเคฮะ ได้เลย เดี๋ยวคืนนี้ผมจะกลับไปเล่าให้พวกนั้นฟังเอง แต่ว่า...ตอนนี้...คือผมว่าเราควรจะพูดเรื่องของเรามากกว่านะ...”

 

พูดจบ มือใหญ่ทั้งสองข้างก็ถูกยกขึ้น จับเอาใบหน้าใสๆ ของสาวน้อยเข้ามา ก่อนที่เค้าจะโน้มศรีษะลงไป และสัมผัสริมฝีปากตรงหน้าอย่างดูดดื่มให้สมกับความคิดถึง...

.

.

.

.

....................................

 

 มักเน่ สเปเชี่ยล

 

หงุดหงิด ไม่ชอบเลย ทำไมต้องเป็นคนสุดท้ายทุกทีด้วยเนี่ย อยากใส่แบบพวกฮยองบ้างหนิ ใส่แบบนี้แล้วไม่เห็นจะเท่ตรงไหนเลย เบื่อๆๆ เบื่อที่สุด ทำไมต้องมาเป็นน้องเล็กสุดของวงด้วยเนี่ย ไม่ยุติธรรม!!!!!! 

 

เด็กหนุ่มที่ยังเรียกไม่ได้ว่าโตเต็มที่นั้นแยกตัวออกมาจากกลุ่มพี่ๆ ร่วมวงอีก 4 คน เค้าออกมานั่งหน้าบูดบึ้งอยู่คนเดียวตรงมุมซ้ายสุดของห้องซ้อม ก็เมื่อกี๊นี้พี่สไตลิสต์เอาแบบเสื้อผ้าที่จะต้องใส่สำหรับอัลบัมชุด 2 มาให้ทั้งวงนั้นเลือกดูกัน ทุกๆ คนก็ต่างพากันตื่นเต้นน่าดู โดยเฉพาะตัวเค้าเอง เค้าแอบคิดในใจว่า อัลบัมนี้มีเพลงโซโล่ของตัวเองแล้ว ยังไงเสื้อผ้าก็ขอให้เค้าได้มีโอกาสเป็นคนเลือกก่อนพี่ๆ ซักครั้งบ้างเถอะ.... 

 

เฮ้ยซึงริ นายไม่ต้องมาดูหรอก นั่งรอไปเหอะ ชุดไหนเหลือ ชุดนั้นก็ของนายอ่ะ หัวหน้าวงหันมาพูดใส่เจ้าตัวเล็กที่ทำท่าทางกระดี๊กระด๊าเข้าไปตื่นเต้นกับเสื้อผ้าเซทใหม่อยู่  

 

โห ฮยองอ่ะ คราวนี้ขอผมเลือกก่อนบ้างซิ ซึงริตอบกลับไปหน้าบูด  อีกแล้วเหรอ เค้าต้องได้ของเหลือที่พี่ๆ ไม่อยากใส่อีกแล้วงั้นซิ 

 

ตามธรรมเนียม เรียงตามอาวุโส จียงบอกประโยคซ้ำเดิมทุกครั้งที่ต้องมีการเลือกชุดเกิดขึ้น 

 

แล้วทีท้อปฮยองแก่ที่สุด ยังได้เลือกหลังพี่จียงเลย มันธรรมเนียมตรงไหน ตามอาวุโสยังไง สงสัยมานานแล้ว มักเน่ฟึดฟัดพูดใส่หัวหน้าวงอย่างลืมตัว ทุกครั้งที่ผ่านมาเค้าจะเก็บอาการน้อยใจไว้ได้มาตลอด แต่วันนี้ อัลบัมนี้ เสื้อผ้าเซทนี้ มันดูเท่จริงๆ นี่นา เค้าอยากได้เลือกก่อนบ้างหนิ 

 

ก็ชั้นเป็นหัวหน้าวง ถือเป็นข้อยกเว้น แล้วท้อปเองก็ไม่ถือด้วย ใช่มะฮยอง จียงหันไปพยักเพยิดใส่บุคคลที่สามที่ถูกพาดพิง 

 

เออ ชั้นไม่ถือ แต่ชั้นต้องได้เลือกต่อจากนายเท่านั้นนะ ซึงฮยอนคนโตตอบหน้าตาย ถึงแม้เค้าจะเป็นพี่ใหญ่สุดของวงก็จริง แต่เค้าก็ให้หัวหน้าวงได้เลือกก่อน ซึ่งเค้าเองจะต้องเป็นคนที่สองเสมอ ห้ามใครแซงคิวด้วย ไม่งั้นชเวจะอาละวาด -.-” 

 

เข้าข้างกันเข้าไป ไม่เห็นจะมีใครสนใจผมบ้างเลย ผมเองก็อยากจะเท่ที่สุดบนเวทีเหมือนกันนะ นั่นหล่ะประโยคสุดท้ายก่อนที่จะเดินหันหลังงอนตุ๊บป่องไปนั่งจุมปุ๊กอยู่คนเดียว

.

.

.

. 

 

ร่างเล็กยังคงนั่งหน้าบูดหันเข้ากำแพง ไม่พูดไม่จากับใคร สมแล้วที่มันยังถูกเรียกว่าเด็ก ก็ดูอาการมันดิ ต่างกับเด็กขัดใจเวลาไม่ได้ของเล่นซะที่ไหน  เงาตะคุ่มๆ ใกล้เข้ามาอย่างช้าๆ ทำเอาคนขี้งอนนั้นถึงกับสะดุ้งตกใจหันไปมอง ภาพที่เห็นตรงหน้านั้นทำให้เค้าเองถึงกับต้องยกมือขึ้นมาขยี้ตาอันแสนดำคล้ำของเค้าเพื่อเป็นการบอกตัวเองว่าสิ่งที่เห็นนั้นเค้าไม่ได้ตาฝาดไปเอง 

 

หัวหน้าวงสุดจ๊าบที่ยืนค้ำตัวเจ้าน้องเล็กสุดอยู่นั้น ในมือทั้งสองข้างถือเสื้อผ้าอยู่ข้างละ 2 ชุด เค้ายื่นมันใส่ไปตรงหน้าเมื่อคนตัวเล็กนั้นลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางงงๆ 

 

อ่ะ เลือกเอาใน 4 ชุดนี้ อยากใส่ชุดไหน แล้วคิดว่าชุดไหนเหมาะกับนายที่สุด ก็เลือกไปละกัน จียงพูดเสียงอ่อน ความจริงแล้วเค้าเองก็รู้สึกสงสารเจ้าตัวเล็กอยู่ไม่ใช่น้อย 

 

4 ชุดเหรอ...แล้วอีกชุดหล่ะ ดู ดูมัน ได้คืบจะเอาศอก เดี๋ยวก็อดหมดกันพอดี 

 

อีกชุดหน่ะ ของชั้น ชั้นเป็นคนออกแบบเอง หรือนายจะเอา? ถามกลับด้วยท่าทางกวนต รี น โคดๆ 

 

ไม่คับ ไม่เอาคับฮยอง ว่าแต่ว่า...ฮยองให้ผมเลือกก่อนพี่ๆ อีก 4 คนจริงๆ เหรอ นัยน์ตาใสปิ๊งมีความสุขเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างไม่รู้ตัว 

 

จะเลือกไม่เลือก ถ้ามัวแต่ถามมากอยู่อีก ชั้นจะเปลี่ยนใจแล้วนะ จียงแอบขำไม่ได้ แต่ก็ต้องเก๊กเสียงเข้มเอาไว้ เอาเว้ย ยอมให้มันซักครั้งละกัน ที่ผ่านมาก็แกล้งมันเยอะอยู่ไม่ใช่น้อย 

 

เลือกๆๆๆๆ ซึงริรีบตอบแบบไม่ต้องคิดก่อนจะยื่นมือมาหยิบชุดทั้งหมดไปจากจียง.... 

 

ชุดไหนดีน๊า อืม...ชุดนี้ก็เท่ดีเหมือนกันเนอะ แต่ว่ามันดูไม่ใช่สไตล์เราเลย มันดูเหมาะกับเป็นชุดของท้อปฮยองคนเดียวเลยอ่ะ เค้าหยิบชุดเสื้อแจ๊กเก้ทผ้าสักหลาดสีดำปกตั้งปลายแขนสีขาว มีกระดุมเม็ดโตเรียงติดอยู่ด้านหน้า พร้อมกับเสื้อยืดสีดำข้างในและกางเกงยีนส์สีดำเข้าชุดกันขึ้นมาดูเป็นชุดแรก 

 

ชุดนี้ก็ อืมมม...ธรรมดาเกินไป ดูเหมาะกับพี่แทยังมากกว่า เพราะพี่เค้าใส่ชุดไหนก็เท่อยู่ดี ซึงริเอาชุดแจ๊กเก้ทหนังสีขาวล้วน กับเสื้อยืดขาวและกางเกงยีนสีดำออกมาวางข้างๆ 

 

ส่วนชุดนี้ คอเต่านี่มันพี่แดซองชัดๆ แล้วชุดผ้ายืดสีขาวคอเต่ากับเสื้อสูทสีขาว กางเกงดำก็ถูกดึงออกมาวางข้างๆ ตัวเช่นเดียวกัน 

 

ชุดสุดท้ายแล้วนะ ซึงริหยิบชุดสุดท้ายที่เหลืออยู่มาดู เสื้อสูทลายทางขาวดำ มีเสื้อเชิ้ตตัวในสีดำกับเนคไทสีขาวสะอาดตาพร้อมด้วยกางเกงยีนสีดำสนิท ชุดนี้แหล่ะ ใช่เลย เท่มากๆ เข้ากับผมสุดๆ

เค้าหยิบชุดสุดท้ายที่คิดว่าเท่ที่สุดวิ่งไปหาพี่ๆ อีก 4 คนที่นั่งรออยู่อีกทางด้านหนึ่งของห้องด้วยอาการขำๆ 

 

ถูกใจนายแล้วนะ จียงพูดขึ้น 

 

ฮะ ถูกใจมาก ขอบคุณฮยองมากๆ เลยนะที่คราวนี้ให้ผมเลือกก่อน ซึงริยิ้มออกมาจนแก้มแทบปริทีเดียว เค้ารู้สึกดีใจมากๆ ที่พี่ๆ ต่างก็นึกถึงความรู้สึกของเค้าเหมือนกัน 

 

ชอบก็ดีแล้ว แทยังพูดยิ้มๆ ก่อนจะลุกเดินไปยังกองเสื้อผ้าที่เหลือที่มักเน่ไม่ได้เลือก และหยิบชุดทั้งหมดกลับมา เค้ายื่นส่งชุดที่เหลือให้กับท้อปและแดซอง 

 

อ้าว แล้วทำไมพี่แทยังถึงเลือกชุดให้พี่ท้อปกับพี่แดซองเองหล่ะ ซึงริถามออกไปอย่างงงๆ 

 

คือว่าความจริงแล้ว ชุดทั้งหมดที่ตัดมา พี่สไตลิสต์เค้าก็ดูมาให้แล้วว่าใครเหมาะสมกับชุดไหน แต่เห็นว่านายอยากเลือกก่อนก็เลยให้นายลองเลือกดูก่อนเท่านั้น แทยังตอบเรียบๆ 

 

หมายความว่า... 

 

ก็หมายความว่าชุดที่นายเลือกก็คือชุดที่พี่เค้าตัดมาให้นายนั่นแหล่ะ ทีนี้ก็ไม่ต้องมาโวยวายอีกนะว่าได้ของเหลือ เพราะความจริงนายไม่ได้ได้ของเหลือ แต่ได้ชุดที่เหมาะสมกับนายตังหากเล่า ไอ้เด็กโง่ จียงหันไปตอบอย่างสะใจ เค้ารู้กันกับพี่สไตลิสต์และสมาชิกในวงอยู่แล้วว่าตั้งแต่อัลบัมนี้เป็นต้นไป เค้าจะให้พี่สไตลิสต์เลือกชุดให้พวกเค้าเลยว่าชุดไหนเหมาะกับใคร ไม่ใช่ว่าตัดมาแล้วต่างคนต่างมาเลือกกันเองตามที่มักเน่เข้าใจ 

 

แสดงว่า...พวกพี่แกล้งผม เพิ่งเก็ทเหรอยะ 

 

ไม่ได้แกล้งซะหน่อย แค่หยอกเล่น แดซองยิ้มตาหยีตอบกลับอย่างน่ารัก 

 

ฮยองอ่ะ มักเน่ก้มหน้าต่ำลง เม้มปาก เหลือกตา ทำท่าทางงอนใส่พี่ๆ คิดว่าทำแล้วน่ารักมั้ง แต่ว่าไม่มีใครเห็นว่าน่ารักซักกะนิด ฮ่าๆๆๆ 

 

เอาหล่ะๆ ไปซ้อมไปลองชุดกันดีกว่า เผื่อไม่พอดีต้องแก้ไขอะไรจะได้รีบทำ หัวหน้าวงบอกพร้อมกับเดินนำไปลองเสื้อผ้าทันที 

 

.........................................

.

.

.

.

 

 จากใจผู้แต่ง : จริงๆ แล้วไม่คิดว่าจะแต่งต่อได้เลยอ่ะ แต่ลองเอาทั้งเรื่องมาอ่านใหม่ตั้งแต่แรก ก็อยากแต่งต่อซะงั้น ก็เลยได้ออกมาอีก 1 ตอน (สั้นๆ) 

 

เอาแบบสั้นๆ ไปก่อนนะ เพราะคราวนี้แถมมักเน่ สเปเชี่ยลด้วย

 

แอ...กลับมาหาน้องด่วน!!!!

 

:)

마술 21

posted on 15 Sep 2009 16:44 by ohmyboyz  in utopia
 
Magic: เวทมนตร์

21 (2NE1)


~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
Even though it’s seem I have everything I don’t wanna be a lonely fool
All of the women, all the expensive cars, all of the money don’t amount to you.
So I can make believe I have everything, but I can’t pretend that I don’t see.
But without you girl my life is incomplete.
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~


ลมที่พัดผ่านหอบความอบอุ่นให้จางหายพร้อมกับนำพาความเย็นมาทักทาย ใบสีน้ำตาลแดงยึดกิ่งก้านสาขาของต้นไม้ใหญ่ตามสองข้างทางจำต้องร่วงหล่นปลิดปลิว บนถนนแคบ ๆ ที่กว้างเพียงพอสำหรับรถแล่นผ่านทางเดียวจึงเต็มไปด้วยใบไม้แห้งกรอบ รถคันแล้วคันเล่าที่แล่นเข้ามาพาให้ใบไม้กระจัดกระจาย จุดหมายเพื่อเข้าไปยังสิ่งก่อสร้างศักดิ์สิทธิ์ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ประติมากรรมสไตล์โกธิคที่ไม่ได้ใหญ่โตอลังการแต่กลับเต็มไปด้วยมนต์ขลัง

บนถนนตรงข้ามสถานประกอบพิธีกรรมทางศาสนาปรากฏแวนสีดำคันใหญ่ค่อยคลืบคลานเข้ามาใกล้ ใบไม้บนถนนแหวกทางยามเมื่อรถเคลื่อนผ่านราวต้อนรับ รถหยุดนิ่งตรงบันไดหน้า ประตูรถเลื่อนออกเปิดทางให้คนข้างในทยอยกันก้าวออกมา เสียงรัวชัตเตอร์พร้อมแสงแฟลชวูบวาบมากกว่าผู้ที่เข้ามาก่อนหน้าบ่งบอกความมีชื่อเสี
ยงของกลุ่มคนที่เพิ่งปรากฎซึ่งวันนี้แต่งกายเรียบร้อยทว่าดูดีด้วยชุดสูทสีขาวกันทุกคน

“ไปไหนวะจียง” ชายหนุ่มที่มีระดับความสูงน้อยกว่าเพื่อนเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าเดินออกนอกทิศ

“เข้ากันไปก่อน” พูดขึ้นหลังจากชี้มือไปยังทิศทางข้างหลังซึ่งมีสวนเล็ก ๆ ให้นั่งเล่น

แทยังขยับแขนเสื้อข้างซ้ายขึ้นเพื่อมองหน้าปัดของเครื่องบอกเวลาบนข้อมือ

“อีกชั่วโมงกว่าจะเริ่มงาน ไม่ต้องห่วงหรอกน่า” พูดทิ้งท้ายก่อนจะหันหลังเดินไปตามทางที่ตั้งใจ

.

.

.

ความร่มรื่นเงียบสงบไร้สิ่งกวนใจ เหตุผลที่เขากล้าปลีกตัวมาเสพย์ความรื่นรมย์โดยไม่กลัวสื่อช่างภาพทั้งหลายที่ยืนออกันอยู่จะตามมาก็เพราะตัวอักษรที่ใต้การ์ดเชิญระบุเชิงขอร้อง อนุญาตให้สื่อตามเก็บภาพและข่าวเพียงบริเวณด้านหน้าเท่านั้น

จียงย่อตัวลงนั่งบนม้านั่งสีขาวซีด ต้นไม้ใหญ่ยืนต้นอยู่ด้านหลังช่วยลดความร้อนแรงของแสงแดดยามเช้า เอนหลัง หลับตา สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าไปจนฉ่ำปอด ขณะกำลังเพลิน ๆ อยู่นั้น เสียงกรอบแกรบจากการย่ำใบไม้แห้งกรอบที่ใกล้เข้ามาจนมาหยุดอยู่ใกล้ ๆ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน นึกหงุดหงิดคนที่เข้ามาทำลายบรรยากาศ แต่ยังไม่เบิกตามองผู้บุกรุก จนเมื่อข้างกายรู้สึกว่าโดนเบียดอย่างจงใจ ตากลมเปิดออกมองหญิงสาวดวงตาเรียวเล็กวงหน้าถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางอ่อน ๆ ยิ้มตาหยีประจบอยู่

“ว่าไงแชริน”

“ไม่เห็นอยู่ข้างใน เลยเดินมาหา”

“ตามหาทำไม”

คำตอบที่ได้รับกลับมาคืออาการส่ายหัวจนผมที่ยาวระบ่ากระจายจนได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของแชมพู หญิงสาวแหงนหน้า กางแขนขึ้นสูดอากาศเข้าเต็มปอด แล้วหันมายิ้มสดใสให้

“รู้ละ ทำไมโอป้าแอบมานั่งคนเดียว เพราะบรรยากาศมันดีแบบนี้นี่เอง”

“ถ้ารู้แล้วก็กลับเข้าไปซะ” มองเหม่อไปยังถนนทางเข้าที่ยังมีรถขับเข้ามาไม่ขาดสาย ลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ กับความคิดหวังลม ๆ แล้ง ๆ

“อีกแค่ครึ่งชั่วโมงเอง เข้าไปกันเถอะ”

“ไม่ล่ะ เข้าไปก่อนสิ”

แชรินไม่ขยับไปไหน ยังคงนั่งเงียบ ๆ เป็นเพื่อน

จียงมองบรรยากาศความสุขรายล้อมรอบตัว 3 ปีที่ผ่านมา กับการเป็นแขกร่วมยินดีในงานแต่งงานหลายต่อหลายครั้ง ทุกครั้งที่มองไปยังคู่บ่าวสาวเหล่านั้น จะกลับกลายเป็นภาพซ้อนทับของเขากับใครอีกคน ชัดเจน. . . จนตัวเองยังแปลกใจ

แชรินมองจียงที่กำลังเหม่อ ลึก ๆ ลงไปในแววตาดูเศร้าจนเธอรู้สึกใจหาย เธอไม่เคยรู้สาเหตุโดยละเอียดว่าเหตุใดพี่ชายที่เคยยิ้มเก่ง หัวเราะง่ายถึงเปลี่ยนไป พี่ชายที่มีพรสวรรค์สรรค์สร้างดนตรีที่แต่ก่อนถึงแม้ว่าจะเอาจริงเอาจังกับงาน แต่ก็ยังพอมีเวลามาเล่นมาสังสรรค์ด้วยกันบ่อย ๆ แต่ 2 – 3 ปีที่ผ่านมานี้กลับเก็บตัว ชวนไปไหนก็บ่ายเบี่ยงเอางานมาอ้าง นาน ๆ ถึงจะยอมมาปรากฎตัวให้รุ่นพี่รุ่นน้องร่วมค่ายได้เห็นหน้าเห็นตาตามงานเลี้ยงต่าง ๆ ซักที ซึ่งทุกครั้งก็เป็นเพราะท่านประธานสั่งถึงหลีกเลี่ยงไม่ได้นั่นแหละ จะยิ้มจะหัวเราะแต่ละทีดูก็รู้ว่าพี่ชายกำลังพยายามฝืน ความสุขที่เคยเปล่งประกายออกมาทางแววตาหายไปไหนนะ หรือจะจริงอย่างที่บอมมี่ออนนี่บอกว่า มันหายไปพร้อม ๆ กับผู้หญิงคนนั้นที่พวกเธอเคยเจอเมื่อฮาโลวีนหลายปีก่อน?

“อีกกี่ปีกันน้า~~~”

จียงหันมามองอย่างสงสัยกับคำพูดลอย ๆ ข้างตัว

“ชั้นถึงจะได้ใส่ชุดแต่งงานกับเค้าบ้าง”

ยิ้มขำเมื่อได้ยินประโยคถัดไปของน้องสาวร่วมค่าย และเพิ่งได้สังเกตว่ารอบตัวไม่ได้มีเพียงตนเองและแชรินอีกต่อไป ที่ม้านั่งอีกตัวมีคนคู่นึง มองจากมุมของเขาเห็นเพียงชายหนุ่มตัวไม่ใหญ่เท่าใดแต่นั่งบังอีกคนได้มิดทีเดียว คงจะเป็นคู่รักแอบมาหามุมเงียบ ๆ คุยกัน

“แต่งงานกันมั๊ยจียงโอป้า?”

 



จียงละสายตาจากคู่รักคู่นั้นมามองคนข้างตัวที่กำลังยิ้มแป้นแล้นทำหน้าเป็น รู้บ้างรึเปล่าว่าถ้านักข่าวมาได้ยินจะเป็นเรื่องเพียงใด และด้วยหางตา . . . เขารู้สึกไปเองรึเปล่านะว่าหลังจากจบประโยคคำถามล้อเล่นของแชริน เขาสังเกตเห็นว่าคนทั่งคู่ที่ม้านั่งข้างกันนั้นชะงักไป หวังว่าคงจะไม่ใช่นักข่าวแฝงตัวเข้ามาหรอกนะ

.................................
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
It’s been a year , winter, summer, spring and fall.
But being without you just ain’t livin’ ain’t nothing at all
If I could travel back in time, I’d relive the days you were mine.

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~


แขกเหรื่อที่ทยอยเข้ามาเริ่มบางตาลง


จียงเดินผ่านเจ้าสาวที่วันนี้งดงามและมีความสุขกว่าผู้หญิงคนใดในโลก ผ่านเพื่อนเจ้าสาวที่ 1 ในนั้นกำลังคบหาดูใจอยู่กับซึงฮยอนฮยอง ผ่านเพื่อนเจ้าบ่าวที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีเพราะก็คือคนในค่ายวายจี ก้าวเข้าไปในโบสถ์ กลิ่นหอมหวานของดอกไม้ที่ประดับภายในอบอวล ตาพร่าไปกับการตกแต่งภายในอย่างสวยงามที่ปรากฎตรงหน้า เท้าที่ควรจะก้าวต่อไปทางด้านซ้ายซึ่งเป็นที่สำหรับแขกของเจ้าบ่าวหยุดอยู่กับที่

“เป็นอะไรโอป้าเดินสิ” แชรินที่เดินนำไปก่อนรั้งต้นแขนให้เดินไปยังที่นั่งที่ยังว่างอยู่

แต่ . . . กลิ่มหอมอันคุ้นเคยที่ไม่ใช่กลิ่นดอกไม้ที่ลอยอวลอยู่ กลิ่นที่ทำให้หัวใจเต้นรัวเร็ว ต้นตอของกลิ่นที่มาจากคนที่เดินตามเขามาติด ๆ จนต้องชะงักเท้าอีกรอบเพื่อหันไปมองให้แน่ใจ

“อ๊ะขอโทษครับ”

สำเนียงต่างชาติเอ่ยออกมาจากชายบนม้านั่งคนนั้น ทั้ง ๆ ที่เขาควรจะเป็นฝ่ายบอกออกไปก่อนมากกว่า จียงก้มหัวลงขอโทษด้วยเช่นกันที่อยู่ ๆ ก็หยุด ก่อนจะก้าวเดินไปนั่งบนเก้าอีกข้างแชรินที่เหลืออยู่ 1 ที่พอดีก่อนขึ้นแถวใหม่
หันหลังไปมองอีกครั้งอย่างสงสัย เมื่อยังเห็นชายหนุ่มคนเดิม จึงก้มหน้ายิ้มขำตัวเองที่นอกจากจะคิดถึงแล้วกลิ่นยังตามมาเป็นเซอร์วิสพิเศษซะด้วย

บาทหลวงเดินเข้าไปยืนประจำตำแหน่ง ยางฮยอนซอกท่านประธานของวายจีซึ่งวันนี้หล่อเนี๊ยบกว่าใครเพื่อน เดินเข้าไปยืนหน้าเวทีประจำตำแหน่ง . . . เจ้าบ่าว . . . จากนั้นเพื่อนเจ้าสาวและเพื่อนเจ้าบ่าวทยอยกันเดินเข้ามา เด็กชายผู้ถือแหวน เด็กโปรยดอกไม้ เพลง Here comes the bride เริ่มบรรเลง คุณพ่อของเจ้าสาวเดินให้ลูกสาวควงแขนมายื่นให้เจ้าบ่าวที่ด้านหน้า

“เจ้าสาวคนไทยเหรอ” เสียงถามเบา ๆ จากชายหนุ่มคนที่เดินชนจียงเมื่อครู่

“อื้อ ชื่อนะ”

“รู้จัก?!?”

“เคยเที่ยวด้วยกันหนนึง”

“แล้วเค้าไปรู้จักกันได้ยังไง” บุ้ยใบ้ไปยังคู่บ่าวสาวที่ยืนอยู่หน้าบาทหลวง

หญิงสาวหัวเราะขำกับอาการเกือบจะเรียกได้ว่าอ้าปากค้างอย่างสงสัยซะเต็มประดา เป็นอาการที่ไม่ต่างจากเธอเมื่อ 3 เดือนก่อน เมื่อจู่ ๆ ท่านประธานควงแขนว่าที่เจ้าสาวเดินทางมาหา พร้อมยื่นซองชมพูหวานจ๋อยที่ไม่ต้องเดา ตัวรู้ก็ผุดขึ้นมาอย่างรู้งาน

“ไปรู้จักกันได้ยังไง”

ว่าที่เจ้าสาวยิ้มเอียงอายหลบตาเขิน แต่ก็ยอมเล่าให้ฟังอย่างออกรสออกชาติ

.

.

.

Dec 2009

“นี่คุณเข้าไม่ได้นะ!!”ชายวัยกลางคนในเครื่องแบบที่มีหน้าที่ดูแลคนเข้าออกอาคารสำนักงานของวายจีพูดอย่างร้อนรน เมื่ออยู่ ๆ หญิงสาวร่างเล็กผิวคล้ำมาพ่นภาษาอังกฤษเป็นไฟอยู่ตรงหน้า ทั้งยังเดินดุ่ม ๆ เข้าไปไม่ฟังการห้ามปราม

“ห้องท่านประธานอยู่ไหน” ถึงจะตัวเล็ก แต่เมื่อคิ้วเรียวบางขมวดเข้าหากันประกอบกับขึ้นเสียงเข้ม กิริยาที่ทำให้คนที่เคยเผชิญหน้าหัวหดมานักต่อนักแล้ว

เธอเห็น รปภ.โบกมือไม้หน้าตาตื่น ๆ ทำให้รู้ว่าคงจะสื่อสารกันลำบาก จึงเดินไปตามสัญชาตญาณว่าคนที่ต้องการมาพบควรอยู่ชั้นบนสุด และที่หน้าประตูจะต้องดูดีกว่าห้องอื่น ๆ ผลักประตูเข้าไปโดยไม่ฟังคำทัดทานอย่างสุดกำลังด้วยภาษาที่ฟังเท่าไหร่ไม่เคยกระดิกหู ทำให้ยิ่งมั่นใจว่าห้องนี้ชัวร์ล้านเปอร์เซนต์

หนุ่มใหญ่ภายในห้องกำลังมองไปยังจอคอม ขมวดคิ้วขัดใจเมื่อมีคนบุกรุกโดยไม่ได้รับอนุญาติ รปภ.ระล่ำระลักบอกเหตุผล จนผู้ที่นั่งอยู่หลังโต๊ะตัวใหญ่ยกมือห้ามปราม และโบกมือเป็นเชิงอนุญาตให้ออกไปได้

. . . ความเงียบจึงเข้าครอบงำห้องกว้างที่มีคนแปลกหน้า 2 คนเผชิญหน้ากันอยู่ . . .

หญิงสาวผู้บุกรุกเดินไปวางมือบนโต๊ะ ในท่าทางคุกคาม

“ทำไมต้องให้บิ๊กแบงโปรโมทที่ญี่ปุ่น”

ดุดัน

“ทำไมไม่โปรโมทที่ไทยบ้าง”

ดุเดือด

“ทำไมปีนี้ไม่มีอัลบั้มบิ๊กแบง”

เผ็ดร้อน

“ทำไมอะไร ๆ ก็ญี่ปุ่น ๆ ๆ “

“. . . . “

“ทำไม. . . “

พูดไม่เว้นช่องไฟไว้หยุดพักหายใจ รัวคำถามที่อัดอั้นตันใจไปไม่ยั้ง จนหมดคำถามถึงรู้สึกตัวว่าทำเกินไป ความรู้สึกผิดเข้าครอบงำ แต่ทำถึงขนาดนี้แล้วคงต้องทำเนียนปล่อยเลยตามเลย

ยางฮยอนซอกเอนหลังพิงพนักเก้าอี้กอดอกด้วยท่าทางสบาย ๆ แต่ทว่าใช้สายตาพิจารณาผู้หญิงตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า

“ซวยแล้ว...” หญิงสาวงึมงำกับตัวเองอย่างหมดหนทาง

หลังจากนั่งรอผู้ชายที่หน้าบริษัททนกับอากาศหนาวราวโดนจับแช่ช่องฟรีซมาหลายชั่วโมงก็ยังไร้เงาคนที่รอ อารมณ์สิ้นหวังปนโมโห เท้าเลยย่ำเดินดุ่ย ๆ ฝ่าคุณลุง รปภ. เข้ามาอย่างที่เห็นนี่ล่ะ เพื่อนที่มาด้วยกันยังห้ามไม่ทันเลยคิดดู เฮ้อ . . .

ทำไงได้ก็โมโหนี่หว่า อุตส่าห์ลงทุนเก็บเงินทั้งปีข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อมาเหยียบแผ่นดินเดียวกับผู้ชายที่ตัวเองคลั่งไคล้ คาดหวังว่าอย่างน้อย ๆ น่าจะได้ดูคอนเสิร์ตบิ๊กแบงที่ส่วนใหญ่มักจัดส่งท้ายปี ปี 2008 ก็ชวดไปหน ปีนี้ยังจะชวดอีกหน .....

ช้อนตามองท่านประธานที่ดูจะเปล่งรัศมีความน่ากลัวเข้าไปใหญ่ ก็กล้า ๆ กลัว ๆ นะ แต่เอาวะไหน ๆ ก็ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว เผื่อฟลุ๊ค

“เอาเป็นว่าที่บริษัทมีตำแหน่งว่างรึเปล่า รปภ. แม่บ้าน แม่ครัวก็ได้ ทำกับข้าวเก่งนะเอ้า ประสบการณ์หลายปี”

เริ่มซีดเมื่อปฏิกิริยาจากอีกฝ่ายยังเหมือนเดิม แถมไอ้อาการยกยิ้มมุมปากอย่างค่อนข้างเหี้ยมนั่นอีก ทำให้ตัวแทบจะหดเหลือ 2 นิ้ว

“ขอโทษละกัน ลืม ๆ มันไปซะถือว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นนะคะ ไปล่ะ” ก้มหัวขอโทษแล้วหันหลังกลับ

“เดี๋ยว”

1 คำจากท่านประธานหยุดมือที่กำลังจะดึงประตูให้เปิดออก

“ทิ้งชื่อกับเบอร์โทรไว้แล้วกัน มีงานให้ทำจะติดต่อไป” ตัดบทหลังจบประโยคด้วยการมองไปยังหน้าคอมพิวเตอร์ตัวเดิม สนใจงานที่ยังค้างอยู่ ไม่สนอีกคนในห้องที่อ้าปากค้างเมื่อได้ยิน แอบยกยิ้มมุมปากเมื่อหางตาเห็นว่าหญิงสาวร่างเล็กบางหยิบกระดาษโน๊ตบนโต๊ะขึ้นมาเขีย
นยุกยิกก่อนจะวางทิ้งไว้แล้วหันหลังเดินจากไป

เขาละสายตาจากคอมฯที่แกล้งทำเป็นสนใจเมื่อครู่ มองไปยังประตูด้วยสายตาพราวระยับ

. . . หึ ๆ ๆ คนอย่างยางฮยอนซอกน่ะ มองการณ์ไกล ไม่อย่างนั้นจะปั้นคนในค่ายให้อยู่ในอันดับต้น ๆ ของวงการเพลงเกาหลีได้หรือ? อย่างน้อย ๆ ท่านก็คนในตำนานวงการเพลง 1 ใน Seo Tai-ji & Boys เชียวนะ . . .

.

.

.

เสียงกระซิบกระซาบคุยกันด้วยภาษาไม่คุ้นหูดังมาจากเก้าอี้แถวหลัง จนต้องเงี่ยหูฟังให้แน่ใจว่าเป็นภาษาจากชาติใด

“คนนั้นเหรอที่ว่าเป็นแฟนท๊อปโอป้า” แชรินชี้ไปที่ตำแหน่งยืนของ Maid of Honor ของเจ้าสาว

“นิด” ขยับปากตอบเป็นชื่อของหญิงสาวที่พูดถึง แต่สายตาหาได้อยู่กับคู่สนทนาไม่

“นิดออนนี่ . . . ดูสิท๊อปโอป้ามองไม่วางตาเลย”

เขากำลังหันไปมองคู่รักบนม้านั่งอีกครั้ง ก็พอดีกับที่บาทหลวงเริ่มพิธี

“คุณทั้ง 2 พร้อมที่จะรัก เอาใจใส่ ยกย่อง และให้เกียรติกันและกันจนตลอดชีวิตหรือไม่”

“ครับ”

“ค่ะ”


ถ้ามีใครสักคนสังเกต จะเห็นว่าหลังจากบาทหลวงจบประโยค มีคนอีกคู่ที่ขยับปากเกือบจะพร้อมกับคู่บ่าวสาว . . . 1 ในนั้นนั่งอยู่บนเก้าอี้ฝั่งแขกเจ้าบ่าวอย่างสำรวม หน้าคมเข้ม สายตาอ่อนเชื่อมมองไปยังหญิงที่ยืนอยู่หลังเจ้าสาว

.

.

.


“ช่วงที่บาทหลวงกล่าวถามความสมัครใจของบ่าวสาวระหว่างพิธีสมรส เรามารับคำตามไปด้วยดีมั๊ย?” เสียงทุ้มต่ำถามเหมือนทีเล่นแต่จากสายตาที่เห็นนั้นเอาจริง

“บ้า” ถึงจะพูดออกไปอย่างนั้น แต่แก้มเนียนจุดสีเหรื่อขึ้นทันที

“นิดไม่ทำ ผมทำคนเดียวก็ได้”

“ในพิธีเรายืนอยู่กันคนละที่นะเทมโป”

ชเวซึงฮยอนเลิกคิ้วสูง . . . พูดแบบนี้แสดงว่าไม่ปฏิเสธที่จะทำ?

“ก็ไม่เห็นจะเป็นไร ซ้อมไว้ก่อนไง ใครจะรู้งานหน้าอาจจะเป็นของเรา” พูดได้ขี้เล่นร้ายกาจ

“งั้นทำไปคนเดียวเหอะย่ะ” บิดไปมาเขินอาย

“ไม่มีปัญหา”

สบตากันแล้วหัวเราะประสานกันอย่างมีความสุข. . .


................................

เสร็จพิธีกรรมทางศาสนาบ่าวสาวเริ่มเดินนำแขกเหรื่อให้ทยอยกันออกมายังด้านนอกตัวโบสถ


จียงกลับหลังหันเดินตามไปยังประตู สายตายังเหลือบไปมองให้หายแคลงใจ

. . . คู่รักคู่นั้น. . .

พลันเลือดในการแล่นพล่าน ร้อนวูบไปทั่งร่าง หัวใจเต้นถี่รัว ไม่รับรู้ความเคลื่อนไหวรอบกาย

“โอป้า” แชรินเรียกพี่ชายที่ไม่ยอมเดินทำให้เกิดช่องว่างของแถวจนคนที่อยู่ข้างหลังชะเง้อมอง
อย่างสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น

เสียงเรียกของแชรินทำให้จียงหลุดจากอาการตื่นตะลึงไม่คาดฝัน รีบก้าวยาว ๆ เพื่อให้ทันกับคนที่ห่างออกไปเรื่อย ๆ ก้มหัวขอโทษคนที่ตัวเองถือวิสาสะแทรกตัวแซงอย่างไร้มารยาท แต่ถึงขนาดนั้นก็ยังคลาดกันจนได้ พยายามเบียดคลื่นคนที่แออัดกันอยู่ที่ประตู

“ไปไหนฮยอง”

เดินผ่านแดซอง ไม่สนใจคำถาม

“เฮ่ยทางนี้”

ถ้าแทยังทำแค่โบกมือเฉย ๆ โดยไม่เอาลำแขนแกร่งลากไว้ ตอนนี้จียงคงไม่ได้มายืนยืดคออยู่แบบนี้ เป็นเวลาเดียวกันกับที่เสียงกรี๊ดกร๊าดดีใจของหญิงสาวกลุ่มนึงที่อยู่ไม่ไกลดังขึ้น เรียกสายตาให้หันไปมอง หญิงสาวผู้โชคดีที่รับดอกไม้ที่โยนจากมือเจ้าสาวได้

จียงเห็นท๊อปฮยองทำสีหน้าอึ้ง ๆ ปนประหลาดใจก่อนเปลี่ยนเป็นยินดีจนแทบเต้น อึดใจต่อมาความเงียบเข้าครอบงำ สายตาท๊อปมองไปยังเหนือศีรษะลุ้น ๆ จียงรู้สึกได้ถึงเงากลม ๆ บนหัว กำลังจะเงยหน้าขึ้นมองตามสายตาทุกคู่ในตอนนี้ ก็พลันนึกขึ้นได้ว่ายังมีบางอย่างที่สำคัญกว่าอะไรก็ตามในตอนนี้ ชะเง้อคอมองผ่านคน 4-5 คนไปยังที่ต้องการ ลืมเงากลม ๆ บนหัวไปสิ้น Garter หรือสายรัดถุงน่องของเจ้าสาวที่โยนมาจากมือเจ้าบ่าวจึงตกเป็นของหนุ่มหน้าเข้มที่ยืนอยู่หลังจียง เรียกเสียงฮือฮาให้กับบรรดาคนใกล้ชิดที่รู้ถึงความสัมพันธ์ตื้นลึกหนาบางของเจ้าของช่อดอกไม้จากเจ้าสาวนามว่านิด และเจ้าของ Garter จากเจ้าบ่าวนามว่าเทมโป

.

.

.

“เกรส” มืออุ่นร้อนคว้าเข้าที่ต้นแขนเปลือยเนียน

ทันทีที่คว้าหมับลงไป ก็มีฝ่ามือประทับมาบนหัวผลักออกไม่เบาแรงนัก

“แต๊ะอั๋งเหรอวะไอ่จี” เสียงทุ้มหวานของรุ่นพี่ในค่ายพูดล้อเล่นไม่จริงจัง

“ดองอุคฮยอง” สีหน้าตื่นเมื่อรู้ตัวว่าคนที่ตัวเองคิดว่าใช่นั้นไม่ใช่

“เออสิวะ แล้วก็ปล่อยแขนฮันบยอลได้แล้ว”

รีบปล่อยแขนที่กำอยู่ราวกับเจอของร้อน กระพริบตาปริบ ๆ อย่างงง ๆ กวาดสายตาไปรอบ ๆ ตัว

ไม่มี??

ตาฝาด??

ชเวดองอุคเห็นจียงมีอาการหูลู่หางตกก็ให้นึกถึงสุนัขที่เลี้ยงไว้ที่บ้าน

“ยังคิดถึงเกรสอยู่เหรอวะ?”

ไม่ได้เจอหน้ากัน ไม่ได้ติดต่อกันเลย ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกเบาบางลงบ้างเลยหรือ??

3 ปีกว่านับแต่วันนั้นที่สนามบิน ดองอุคไม่ได้ยินจียงพูดถึงเกรสอีกเลย จนนึกว่ามันจะลืมเลือนไปแล้ว ถามไถ่เอากับคนใกล้ตัวอย่างสมาชิกบิ๊กแบง ก็ได้คำตอบมาว่ามันไม่ได้พูดถึง ปรึกษา หรือแม้กระทั่งเอาไปปรับทุกข์กับใครเลย ปิดปากเงียบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนเขาเข้าใจว่าคงทำใจได้ ประกอบกับมีข่าวมาเข้าหูเขาเป็นระยะว่ามันกิ๊กกับคนโน้นคนนี้บ้างล่ะ ที่มาแรงสุดและแฟนคลับเชียร์มากสุดก็ไม่พ้นแชริน ลีดเดอร์ 2NE1 นั่น เห็นสนิทสนมกัน เป็นห่วงเป็นใย เข้าอกเข้าใจกันดี แต่เขาดูออกว่ามันไม่ใช่ แววตาที่ทั้งคู่มองกัน ความสัมพันธ์ไม่มากเกินความห่วงใยของพี่ชายน้องสาว

“ต้องไปไหนต่อรึเปล่า” ดองอุคถามคนที่ทำหน้าราวแบกโลกไว้ทั้งใบ

“ไม่มี”

ดูมันทำเป็นฉีกยิ้มตอบ กลบเกลื่อนท่าทางหงอย ๆ เมื่อครู่ นี่มันทนเก็บความหม่นหมองไว้คนเดียวโดยไม่ระบายกับใครได้นานถึง 3 ปีได้ยังไงวะ

“งั้นอีกซัก 5 นาทีไปหาชั้นที่สวนเล็ก ๆ หลังโบสถ์หน่อย”

“ต้องอีก 5 นาทีด้วย ตอนนี้เลยได้ปะ?”

ดองอุคเลิกคิ้วขึ้น เมื่อได้รับคำตอบที่มาพร้อมกับยิ้มกวน ๆ

“ก็แล้วแต่ จะตอนนี้หรืออีก 5 นาที หรือจะไม่ต้องโผล่หัวไปเลยก็ได้นะเว้ย”

“โอเค ๆ ไปรอก่อนก็ได้” รีบถอยหลังเมื่อเห็นฮยองกำลังง้างอวัยวะเบื้องล่าง

“บอกพวกนั้นให้หน่อยว่าผมกลับกับฮยอง” บุ้ยใบ้ไปยังกลุ่มคนที่มีคนตัวสูงหน้าเข้มกำลังกระโดดโลดเต้นท่ามกลางเพื่อน ๆ ที่ร่วมแสดงความยินดีที่รับ Garter ได้

เมื่อหันหลังให้ภาพความสุขของคนรู้จักมากหน้าหลายตา ควอนจียงเดินหน้านิ่ง เรียวปากไม่มีรอยยิ้มหลงเหลือเหมือนเมื่อครู่




ก้าวแรกที่เหยียบเข้าไปในสวนอีกครั้ง ปรากฏกรอบร่างของคนคู่เดิม ณ ม้านั่งตัวเดิม ต่างกันตรงที่หนนี้เข้าเห็นคนทั้งคู่เต็มตา หญิงสาวกำลังยีหัวชายหนุ่มก่อนลดลงมาจับแก้มทั้ง 2 ข้างส่ายไปมา ซ้อนทับภาพเหตุการณ์คล้าย ๆ กันที่เคยเกิดขึ้นกับตัวเอง ชายหนุ่มคนนั้นสะบัดใบหน้าให้พ้นมือบางทำหน้ามุ่ย เสียงหัวเราะหวานใสชอบใจที่ได้แกล้ง บรรยากาศความสุขตรงหน้า โลกที่มีเขาเป็นส่วนเกิน มือยกขึ้นกดตรงตำแหน่งของอวัยวะที่ยังเต้นบ่งบอกถึงสัญญาณชีวิต ก้าวถอยหลังให้ห่างจากภาพที่ทำให้เขาเจ็บปวด แต่ทว่ายังไม่อาจละสายตาได้ เสียงกรอบแกรบของใบไม้ที่ตัวเองย่ำมีผลให้คนทั้งคู่มองมา เมื่อสายตาสบกัน เห็นเรียวปากบางขยับเป็นชื่อเขาเอง เธอหันไปพูดอะไรสักอย่างกับคนข้างกาย จนคนนั้นหันมาก้มหัวทักทายก่อนลุกจากไป

เขาควรจะหันหลังกลับแล้วเดินออกมา แต่เสียงของหัวใจชนะความคิดในสมอง เท้าก้าวเข้าไปนั่งทับที่นั่งที่ความอุ่นยังหลงเหลืออยู่

เงียบ

อยากกอดให้หายคิดถึง ให้รับรู้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่จะยังคงสอดคล้องกันอยู่รึเปล่า แต่ภาพเมื่อครู่ที่เห็น ยังจะทำเป็นหูหนวกตาบอดคิดเข้าข้างตัวเองอยู่อีกหรือ เสียงถอนหายใจที่ไม่ใช่ของตัวเอง

คงทำตัวไม่ถูกเมื่ออยู่กับเขาแล้วสินะ

“ผู้ชายคนนั้น . . . “

“. . . “ เกรสมีสีหน้าไม่เข้าใจ มองคนที่อยู่บนม้านั่งตัวเดียวกัน ทำให้ตระหนักว่าใกล้กันเพียงใด สำรวจความเปลี่ยนแปลงหลังจากไม่ได้เจอกันมานาน วงหน้าด้านข้าง หน้าผากกว้าง คิ้วเข้มเหยียดตรง ปลายจมูกเชิดรั้น เรียวปากเล็กบาง ควาบอวบอิ่มน่าหยิกของแก้มกลม ๆ หายไปไหนนะ ยกมือขึ้นกอดตัวเองด้วยเกรงว่าจะเผลอยีหัว หรือจับแก้คนตรงหน้าให้ไม่พอใจกันไปเปล่า ๆ

ยังคงจำได้เสมอว่าสิ่งใดที่จียง ชอบ หรือ ไม่ชอบ ให้ทำ

“แฟน” จียงเห็นอาการเอามือถูแขนไปมาของเกรส ตีความเอาว่าคงไม่ใช่แค่อึดอัด แต่เป็นรังเกียจเขาเลยต่างหาก หลังจากหลุดคำที่ 2 ออกไปก็แทบกัดลิ้นตัวเอง เหมือนเผยความลับออกไปว่ายังรู้สึกอย่างไร

“เปล่า” รู้สึกผ่อนคลาย กัดกระพุ้งแก้มกลั่นยิ้มสุดกำลัง

จียงถอนหายใจกับคำตอบสั้น ๆ ที่ไม่ได้ให้ความกระจ่างใด ๆ กลับยิ่งทำหัวใจหนักอึ้งกว่าเดิม จะรู้บ้างรึเปล่าว่าคำตอบแบบนี้ทำให้ตีความหมายได้หลายทาง และทำให้สูญเสียความมั่นใจไปโดยปริยาย


ความเงียบจึงเป็นเสียงที่ดังที่สุดในขณะนี้

และถ้าจียงจะใช้โอกาสจากความเงียบนี้ ลองฟังดี ๆ อาจไม่ต้องเสียความมั่นใจอย่างที่เป็นอยู่ก็ได้

ตึกตัก . . . ตึกตัก . . . ตึกตัก

ฟังยังไงก็มีแค่จังหวะเดียวที่พร้อมเพรียงกันทั้ง ๆ ที่มาจากหัวใจ 2 ดวง



“ทำไมฮยองยังไม่มาซักที” ถ้าไม่อยากให้รู้ ก็จะทำเป็นไม่รู้ มองนิ้วมือตัวเองที่จงใจเขี่ยมันไปมาฆ่าเวลา

“ไม่มาแล้วมั้ง”

เกรสรู้คำตอบตั้งแต่ได้สบตาจียง ว่าตัวเองหลงกลให้กับเพื่อนนักวางแผนตัวดีอีกแล้ว คิดอยู่หรอกว่าดองอุคต้องหาทางให้เธอกับจียงได้คุยกันเพื่อเคลียร์กันให้จบ แต่ไม่คิดว่าจะเร็วแบบไม่ทันได้ตั้งตัวขนาดนี้ ยังรู้สึกช็อคนิด ๆ กับประโยคชวนจียงของเด็กสาวคนนั้น คำว่าตัวเย็นเฉียบตั้งแต่หัวจรดเท้าเป็นยังไงพึ่งเข้าใจก็เมื่อตอนวินาทีที่ได้ยินนั้น พยายามเงี่ยหูฟังคำตอบจากเสียงทุ้มแหลมอันคุ้นเคย แต่กลับได้ยินเพียงเสียงหัวเราะอย่างสดใสของเด็กสาวแทน จึงเกิดความลังเล ไม่แน่ใจ อยากรู้คำตอบจนกระวนกระวาย ในโบสถ์ตอนยืนอยู่แถวหลัง ก็รีบเดินออกมาเมื่อพิธีจบ ไม่อยากให้จียงรู้ว่ามา ไม่ได้หลบน่า แค่เพียงต้องการทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่ได้มาร่วมพิธี ไม่ได้เป็นคนที่นั่งอยู่ในสวน ไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น มันก็แค่เป็นปฏิกิริยาตอบสนองที่สร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันตัวเองจากความเจ็บปวด

แต่สถานการณ์ตอนนี้ทำให้เข้าใจอะไรได้มากขึ้น



“งั้น . . . “ จียงลุกขึ้น

“ผมขอตัวก่อนนะฮะ” โค้งตัวลา

“จะไปจริง ๆ หรือจียง” เสียงอ่อนบางอ้อนวอน เหนี่ยวรั้งขาที่กำลังจะก้าวเดินออกไป

ได้โปรด. . .

อย่าใช้น้ำเสียงแบบนี้ ถ้าไม่อยากให้เขาทำให้ชีวิตยุ่งยากมากขึ้น

“ไม่เจอตั้งนาน . . . “เกรสเอียงคอมองแผ่นหลังกว้าง กับมือที่กำแน่นเข้าหากันจนเส้นเลือดปูดโปน

ก้าวเข้าไปหาจนสัมผัสได้ถึงกลิ่นกายของกันและกัน ถือวิสาสะจับต้นแขนที่เกร็งแน่นระวังตัวขึ้นมาทันใด

จียงรู้สึกได้ว่ามือบาง ๆ คลายออกเล็กน้อย หันมองก็เจอแค่กลุ่มผมที่ก้มหน้าอยู่ ไหล่เล็กสั่นไหวส่งผ่านมายังมือบางที่กำต้นแขนจนรู้สึกได้

ร้องไห้?

นี่เขาแสดงอาการอะไรออกไปจนทำให้เกรสรู้สึกไม่ดีรึเปล่า?

“ทั้ง ๆ ที่ไม่เจอกันตั้งนานขนาดนี้ ไม่คิดถึงกันบ้างเลยเหรอ?” ยังคงก้มหน้าพูดกับต้นแขนแกร่ง

.

.

.

. . . ฟุ่บ. . .

โดยไม่ทันตั้งตัวคนตัวบางถูกแขนแกร่งดึงเข้าไปหาอกอุ่นกว้าง แรงกดกอดแน่นจนได้ยินเสียงเต้นรัวของหัวใจ

“คิดถึงสิ . . . คิดถึงมาก”

เสียงทุ้มแหลมตอบชิดใบหู ก้องกังวาลอยู่ในหู สะท้อนเข้าไปในอก ความร้อนขึ้นมาหล่อรวมกันในดวงตา เหมือนมีก้อนอะไรสักอย่างตีตื้นขึ้นมาที่ลำคอจนต้องกัดริมฝีปากกลั้นไว้

จียงรู้สึกถึงแรงสะอื้นของคนในอ้อมแขน ความเปียกชื้นตรงหน้าอกที่ส่งผ่านเสื้อสูทเข้ามาทำให้รู้ว่าหญิงสาวกำลังร้องไห้ ความเจ็บปวดแทรกซึมจนใจปวดหนึบขึ้นมาทันที คลายอ้อมแขน มือดันคางมนที่ยังก้มหน้าสะอื้นขึ้น เกลี่ยน้ำตาบนใบหน้าที่ดูเหมือนจะยิ่งไหลออกมามากกว่าเดิม

“ขอโทษ”

กอดไม่ได้แล้วสินะ . . .

เขาคงเผยความรู้สึกออกมาจนทำให้อีกฝ่ายลำบากใจ

เกรสส่ายหน้าไปมาทั้วแพขนตาเปียกชุ่ม ประกายวิบวับในดวงตาที่หลุบต่ำทำให้รู้สึกแปลก ๆ แต่เมื่อสายตาบวมแดงสบมา ปากบางเม้มแน่น เห็นแล้วรู้สึกไม่ดีจนต้องเบือนหนี

ความเห็นใจ สงสาร เขาไม่ต้องการ แค่เดินจากไป ทิ้งเขาไว้ตามลำพัง เพียงเท่านั้นก็จะเข้าใจโดยไม่ต้องเอ่ยอะไรออกมา

“จียง”

รอยยิ้มอ่อนบาง มือนิ่มยกแนบแก้มทั้ง 2 ข้างแผ่วเบา ตรึงใบหน้าไม่ให้หันมองทางอื่น

"อีก 3 วัน เกรสจะกลับแล้ว . . . "

" . . . "

“ครอบครัวเกรสอยู่ที่นั่น เกรสเกิดและโตที่นั่น เกรสก็ต้องอยู่ที่นั่น . . . ถูกมั๊ย?”

". . . " ต้องการจะสื่ออะไร

“จียงก็เหมือนกัน ครอบครัวอยู่ที่นี่ เกิดและโตที่นี่ เป็นนักร้องมีชื่อเสียงที่นี่ ก็ต้องอยู่ที่นี่”

ใบหน้าขยับไปไหนไม่ได้ ถูกตรึงไว้ให้หลงไปกับสายตาที่ยิ่งมองลึกลงไป ก็ยิ่งเห็นว่าสะท้อนภาพของตัวเองชัดเจนขึ้น หน้าเรียวขาวเอียงนิด ๆ ใช้ความคิด หลุบสายตาเพื่อซ่อนสายตาจากเขาชั้วขณะ ด้วยความสูงที่มากกว่าเอื้อให้เขาได้ลอบมองแพขนตายาวงอน จมูกโด่งได้รูปรับกับใบหน้า และแก้มเนี่นที่ . . . เอ่อ . . . ดูเมื่อนว่าจุดสีเหรื่อขึ้นเรื่อย ๆ รึเปล่านะ หรือเขาคิดไปเอง

หืม??

กำลังเขิน??

“ปีนึงเกรสลาพักร้อนได้ 30 วัน”

จียงเลิกคิ้วขึ้น เมื่อได้สบกับสายตาพราวระยับของคนตรงหน้าอีกครั้ง และก็เป็นอีกครั้งที่เขาไม่แน่ใจว่าคิดเข้าข้างตัวเองรึเปล่าที่มองเห็นว่าแววตาคู่น
ี้ยังสะท้อนภาพเขา . . . เหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน

“เดือนนึง . . . ถือว่าไม่น้อย

อืม . . . อาจจะน้อยไปถ้าเทียบกับ 365 วันใน 1 ปี”

หัวใจที่เต้นแผ่วเริ่มกลับกลับสู่จังหวะปกติ และริ่มรัวเร็วมากกว่าเดิม เมื่อเริ่มเชื่อมโยงคำพูดที่ได้รับฟัง

“ถ้า . . . เรา 2 คน ทำให้ทุก ๆ วันใน 30 วันนั้น เป็นวันที่มีความสุขจนคนอื่นอิจฉา . . . “

มือที่ตกลงข้างลำตัวเลื่อนโอบเอวบาง

“เอ่อ . . . แต่ถ้าจียงคิดว่ามันมากเกินไป หรือ มีเหตุผลอะไรที่เราต้องทำแบบนั้นก็ช่างมันเถอะ”

มือนิ่มหอมที่แนบแก้ม เลื่อนมาผลักไหล่กว้าง เมื่อเริ่มรู้สึกว่าเอวถูกดึงเข้าหาอีกฝ่ายมากขึ้นเรื่อย ๆ และระยะห่างระหว่างใบหน้าที่ลดลง . . .

“จียงจะทำ...”

“. . . “

เรียวบางที่ขยับขึ้นลงยะยั่วตาถูกความอุ่นร้อนทาบทับกวาดกลืนถ้อยคำต่อไปจนหมดสิ้น ความคิดถึงมีเท่าไหร่ถูกส่งผ่านสัมผัสเคล้าเคลีย อบอุ่น อ่อนหวาน ออดอ้อน เอาแต่ใจ ช่างยั่วเย้ากันนัก ขบเม้มเรียวบางให้พอรู้สึก ทำโทษที่แกล้งให้เขาปวดใจ รู้สึกได้ถึงกำปั้นเล็กที่ทุบลงมา ก็หัวเราะหึ ๆ ในลำคอ แต่ริฝีปากเข้มยังคงคลอเคล้าเอาแต่ใจไม่ห่าง จนเริ่มรู้สึกว่าอีกฝ่ายมือไม้อ่อนจึงถอนริมฝีปากออกมา

เรียวปากตึงแดงเผยอสูดเอาอากาศเข้าปอดโดยทันที

“ทำอะไรบ้า ๆ”งุบงิบต่อว่าเมื่อตั้งสติได้ แม้จะไร้เรี่ยวแรงจนแทบลงไปกองกับพื้นถ้าไม่ได้แขนแกร่งที่โอบรอบเอวตนไว้ มองบริเวณโดยรอบด้วยความระแวง ลอบถอนหายใจออกมา โล่งอก เมื่อไม่เห็นว่ามีใคร แนบหัวลงไปยังอกอุ่นอีกครั้ง รู้สึกผ่อนคลาย

ช่วงเวลา 3 ปี ไม่ได้ทำให้ เกรสกับจียง เปลี่ยนไป

“. . . . นะ”

“หืม??” เสียงอู้อี้ที่ลอดผ่านออกมาจากเรียวปากบางที่ใบหน้าแนบกับอกตนอยู่ทำให้ได้ยินไม่ถนัด

เกรสผละตัวออกมา มือวางบนไหล่อีกฝ่ายที่สูงกว่า เขย่งปลายเท้าเพื่อให้ริมฝีปากอยู่ระดับเดียวกับใบหูของชายหนุ่ม

“ _ _ _ “

ความนิ่มอุ่นที่ขยับแผ่วข้างใบหู ลมร้อนผิวผ่านออกมาเป็นคำ 3 คำ คำที่ทำให้คนฟังรวบเองเล็กเข้าหาตัวอีกครั้ง

เกรสหัวเราะกับความอุ่นร้อนที่ห้อมล้อม

“รู้เหรอว่าแปลว่าอะไร” ตาสบตา นิ้วจิ้มจมูกบานรั้น กิริยาธรรมชาติที่จียงเห็นแล้วคิดว่าน่ารักชะมัด

“사랑해요” (ซา ราง แฮ โย)

“หัวไวจริงนะ”

“ซารางแฮโย ”


แว่วเสียงหัวเราะที่ประสานกันออกมาอย่างมีความสุข ที่ดังมาจากสวนเล็ก ๆ ข้างโบสถ์ ทำให้ผู้ที่เดินผ่านไปแล้วเผอิญได้ยินเข้า ต่างยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว เพียงแค่ได้ฟังยังมีความสุขขนาดนี้ แล้วคนสร้างเสียงหัวเราะจะมีความสุขขนาดไหนกันนะ

3 ปีแห่งการรอคอยที่แสนทรมานของคนทั้งคู่ ไม่นานเลยถ้าเทียบกับความสุขล้นในเวลานี้ คำว่าคุ้มค่าการรอคอยเป็นอย่างไร ได้ตระหนักถึงความหมายก็วันนี้

...........................................................

บนโลกนี้มีคนเป็นล้านคน ทุกคนมีเป็นล้านใจ ฉันก็ไม่ใช่ใครก็แค่คนหนึ่ง

โลกเราดูช่างกว้างใหญ่ ท้องฟ้าดูช่างกว้างไกล เธอแปลกใจบ้างไหม

มันเป็นเรื่องบังเอิญหรือตั้งใจ มันเกิดขึ้นจริง ๆ หรือฝันไป การที่เรานั้นได้พบกันที่บนโลกนี้

เราไม่รู้จะพูดมันอย่างไร แต่หมดทั้งหัวใจที่ฉันมี ฉันเชื่อว่าสิ่งนี้

คือเรื่องมหัศจรรย์ที่เราได้พบกัน คือเรื่องมหัศจรรย์ที่ฉันได้รักเธอ

คือเรื่องมหัศจรรย์ที่สุดที่ฉันเคยได้เจอ. . . . คือเรื่องมหัศจรรย์

วันที่ฉันบอกรักเธอ เหมือนฉันได้เจอทุกสิ่ง เหมือนฉันได้พบความจริงในหัวใจ

ฉันจะยืนอยู่ข้างเธอ นับตั้งแต่นี้ไป และจะไม่ไปไหน


.

.

.

.

.

.

~ E p i l o g u e ~

YG Entertainment เปิดเผยว่า เนื่องจากช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา จีดรากอน (ควอนจียง) ทำงานโดยไม่ได้มีการพักผ่อน ทำให้เกิดอาการอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากตารางงานที่มีอย่างเนืองแน่น

ยางฮยอนซอกเผย “ในรายการ x x x ที่จะออกอากาศในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้จะเป็นการแสดงครั้งสุดท้ายปิดฉากการโปรโมทผลงานอัลบั้มนี้ เพื่อสลัดความเครียดและความอ่อนล้า รวมถึงเพื่อเฟ้นหาไอเดียใหม่ ๆ ให้กับชิ้นงานในอนาคาต จีดรากอน จะออกเดินทางไปท่องเที่ยวยังทวีปยุโรปในวันที่ x x x ครับ”


“ปีนี้ไปไหนวะ” แม้ข่าวที่ประกาศแจ้งให้คนทั่วไปได้อ่านจะบอกว่าเป็นทวีปยุโรป แต่เป็นอันรู้กันสำหรับคนในวายจีว่า จียงมันไม่ได้ไปตามที่แจ้งไว้ทุกครั้งซักหน่อย
 

คำตอบที่ยองแบได้รับหลังจากถามไปคืออาการยักไหล่ ถามทุกปี แต่มันไม่เคยบอกซักปี 15 วันที่มันหายไป มันจะกลับมาพร้อมรอยยิ้ม แววตาสดใสเป็นประกายราว . . . เอ่อ . . . ราว ลูกหมา อย่างที่เขาเคยพูดไว้ในรายการนึงแหละ ก่อนไปมันจะเหมือนแบตเตอรี่ที่ใกล้หมด แต่หลังจากกลับมาแบตเตอรี่ที่ว่านั่นถูกชาร์ตจนเต็มปรี่ กลับมามุ่งมั่นกับการงานที่รับผิดชอบอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

พอหลังจากนั้นซักระยะ ความกระตือรือร้นเริ่มเฉื่อย วันดีคืนดีก็จะเห็นมันหนีบเอาคนรักของมันมาสังสรรค์เฮฮากับเพื่อนฝูง ซึ่งช่วงนั้นจะสังเกตได้ว่ามันพยายามทำงานให้เสร็จ เคลียร์ตารางงานให้ว่าง จะเพื่ออะไรคงไม่ต้องบอกหรอกมั้ง ของแบบนี้รู้ ๆ กันอยู่ หึ ๆ

“เค้าอุตส่าห์มาหา ก็อยากจะมีเวลาอยู่ด้วยกันนาน ๆ”

เหตุผลที่เล่นเอาคนโสดตาร้อนกันเป็นแถว แม้กระทั่งคนที่ไม่โสดยังต้องรีบกลับบ้านไปเพื่อดับร้อนจากคำพูดของมัน

แม้จียงจะไม่เคยบอกกับใครว่าไปไหน แต่ก็หาได้รอดสายตากลุ่มแฟนคลับวีไอพีที่มีทั่วทุกมุมโลก ภาพแอบถ่ายจากหน้าอินเตอร์เนทในทุก ๆ ปีที่มันไปพักผ่อนตอบคำถามให้โดยที่เจ้าตัวไม่ต้องขยับปากบอก

หลาย ๆ ภาพที่ถ่ายหลากหลายมุม หลายสถานที่ บ่งบอกว่ามันไม่ได้คิดแคร์สายตาใครซักเท่าไหร่ ข้างกายจะต้องมีเงาของหญิงสาวคนเดิมอยู่เสมอ ปี 2 ปี แรก แฟนคลับต่างเดากันไปต่าง ๆ นานา แต่เมื่อไม่มีใครออกมาให้คำตอบที่ชัดเจนของสาวปริศนาในภาพ เสียงซุบซิบจึงค่อย ๆ เงียบไป ก็จะมานั่งสืบสาวจับผิดกันทำไมเล่า ในเมื่อควอนจียงก็ยังคงเป็นควอนจียงของวีไอพี ที่มีโลกส่วนตัวสูงเหมือนเดิม ยังหวงเนื้อหวงตัวเหมือนเดิม บทจะหน้าบึ้งมันก็บึ้งได้ไม่เกรงใจใคร บทจะยิ้มกันก็ทำได้น่ารักน่าชัง จนวีไอพีโกรธไม่ลงกันเลยทีเดียว

.

.

.

ชายหนุ่มสวมเสื้อยืดคอกลมสีเข้ม กางเกงยีนส์กระบอกสีซีด กับรองเท้าผ้าใบเก่าธรรมดาเซอร์ ๆ ประสานมือกับหญิงสาวที่เดินเคียงคู่กันมา ปะปนกับฝูงชนภายในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง

“ใช่รึเปล่านะ!!!”


คนทั้งคู่กำลังตกเป็นประเด็นให้กับเด็กนักเรียนมัธยมปลาย 4 คนที่เดินตามหลัง

“จากการแต่งตัวไม่น่าใช่ว่ะ ธรรมดาเกิ๊นนน”

“แล้วไม่น่าจะควงผู้หญิงจืด ๆ แบบนี้ด้วย ชั้นยังสวยกว่าตั้งเยอะ”

“พูดได้ไม่อายปากเลยเนอะ”

เสียงซุบซิบจากกลุ่มเด็กสาวที่เดินตามมากระชั้นชิดทำให้ 1 ในคนที่ตกเป็นประเด็นถึงกับหัวเราะออกมา

“หัวเราะอะไรฮะ?” จียงเลิกคิ้วถาม สงสัยที่เห็นว่าคนข้างตัวหัวเราะชอบอกชอบใจซะเต็มประดา

“เปล่า” ขยับมือที่ประสานกันอยู่ออก ก่อนยกขึ้นคล้องแขนโชว์ซะเลย เซอร์วิสพิเศษโดยการเอนหัวพิงไหล่เลยละกัน

เรียกเสียงกรี๊ดกร๊าดจากเด็กสาวทั้ง 4 ที่ได้แต่เบิกตากว้างกับท่าทีที่เห็น ต่างมองตากันปริบ ๆ ด้วยความอิจฉา

“เอาวะ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ ขอซักรูป 2 รูปละกัน” 1 ในนั้นพูดพึมพำ มือล้องไปยังกระเป๋าที่สะพายอยู่ หยิบมือถือเลือกโหมดถ่ายรูป แล้วกดชัตเตอร์ไป 2 – 3 ที

“สวีทซะจนน่าอิจฉาเป็นบ้าเลยว่ะ”

เกรสหัวเราะร่วนกับเสียงซุบซิบที่ได้ยินข้างหลังไปตลอดทางที่ 4 สาวปาปารัชชี่สมัครเล่นตามไป ในขณะที่จียงได้แต่มองอย่างสงสัย จนตาพร่าเพราะรอยยิ้มและเสียงหัวเราะสดใส....น่ารักจับตาจับใจยิ่งนัก

แปลกใจล่ะสิว่า

เหตุใดจียงถึงดู งง ๆ สงสัย

เพราะเกรสหูไวถึงได้ยินเสียงซุบซิบอยู่คนเดียว??

ไม่ใช่หรอก หึ ๆ ๆ

จุ๊ ๆ ๆ

จะเฉลยให้ฟัง




จริง ๆ จียงได้ยินเสียงซุบซิบนั้นอยู่ตลอดเวลานั่นแหละ



เพียงแต่ฟังไม่ออกเท่านั้น



เอ๋???



ยังสงสัยอยู่อีกหรือ



สุดท้ายแล้วนะ



(คนเขียน)เหนื่อยแล้ว



เพราะ . . .



ปีนี้จียงมาพักร้อนที่ประเทศไทยน่ะสิ



อิ ๆ ๆ


- - Fin - -
Talk: จบแล้วเว้ยยยยยย วู้ว ๆ ๆ เย้ ๆ ๆ 5 5 5
เหมือนยกภูเขาออกจากอก
จบงงมะ?
จบสวยงามปะ?
เฮ้อ ยากนะเขียนตอนจบ
ส่วนเรื่องทำเล่ม ก็ยังอยากอยู่ แต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน
ใครได้ผ่านเข้ามาอ่านแบบแอบ ๆ หรือไม่แอบ
และต้องการเรื่องนี้แบบเป็นเล่มไว้ในครอบครอง ลงเมล์ไว้เลยนะ 5 5 5
ขอไปปรึกษาเรื่องทำเล่มกับผู้มีประสบการณ์ก่อน